Web_นมชมพูนน_landscape_0
เริ่มวันใหม่กับกาแฟแก้วโปรดที่พันธุ์ไทย
Coffee1
Web-Banner-L
พันธุ์ไทยอะไรก็เป็นไปได้
03_Banner_Video
00
/
00
เปิดโอกาสทางธุรกิจกับเรา

ก้าวแห่งโอกาสทางธุรกิจเพื่อเติบโตอย่างเข้มแข็งไปด้วยกันมาร่วมสร้างและขยายธุรกิจของคุณไปกับเรา

เมนูพันธุ์ไทย
กว่า 13 ปี ที่พันธุ์ไทยตั้งใจดูแลป่าพัฒนาชุมชน และส่งเสริมเกษตรกรท้องถิ่น
Cover_Video_sustainable
เพราะพันธุ์ไทยเป็นแบรนด์แรกของไทย ที่เลือกใช้วัสดุธรรมชาติทั้งหมดในการผลิตกาแฟ แคปซูล
เพราะพันธุ์ไทยเป็นแบรนด์แรกของไทย ที่เลือกใช้วัสดุธรรมชาติทั้งหมดในการผลิตกาแฟ แคปซูล ทำให้สามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ 100% หรือที่เรียกว่า Home Compostable ใส่ใจสิ่งแวดล้อมไม่ทิ้งขยะให้โลก และสร้างคุณค่าให้กับสังคมที่ยั่งยืน   โดยตัวฝาแคปซูลผลิตจากเยื่อกระดาษธรรมชาติ ไม่มีส่วนประกอบของพลาสติก และ อะลูมิเนียม ที่ได้การรับรองจากประเทศเยอรมนี ว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติย่อย สลายได้ทางชีวภาพ DIN CERTCO สามารถทิ้งในถังขยะเศษอาหารและนำไปทำปุ๋ย หมักได้ โดยไม่เป็นอันตรายต่อสัตว์ในดิน ส่วนตัวแคปซูลได้ผลิตจากวัสดุธรรมชาติอย่าง เส้นใยพืชและแป้ง ซึ่งสามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ ซึ่งนอกจากผู้บริโภคจะได้ ดื่มด่ำกับกาแฟรสชาติพรีเมียมง่ายๆ ได้ที่บ้านแล้ว ยังช่วยลดขยะ ลดการสร้างมลพิษ ลดวิกฤตภาวะโลกร้อน และไม่ทำร้ายโลกในระยะยาว.. ดีต่อใจและดีต่อโลกขนาดนี้จะ พลาดหาซื้อกาแคปซูลพันธุ์ไทยไปดื่มที่บ้านไม่ได้เด็ดขาด โดยกาแฟแคปซูลพันธุ์ไทย ดาร์ ก โรสต์ ราคากล่องละ 200 บาท/10 แคปซูล และกาแฟแคปซูลพันธุ์ไทย นัตตี้ เบลนด์ กับกาแฟแคปซูลพันธุ์ไทย ฟรุตตี้ เบลนด์ ราคาเพียงกล่องละ 220 บาท/10 แคปซูล เท่านั้น
อ่านต่อ
”พันธุ์ไทย“ ร้านกาแฟที่โอบกอดธรรมชาติ
อย่าเพิ่งแปลกใจ.. นี่ไม่ใช่คาเฟ่เปิดใหม่ท่ามกลางธรรมชาติที่ไหน แต่คือ “แนวคิดของร้านกาแฟรักษ์โลก“ ที่ชื่อ “พันธุ์ไทย” วันนี้อยากแนะนำทุกคนให้รู้จักเรามากขึ้น เพราะเราตั้งใจ เสิร์ฟกาแฟทุกแก้วด้วยความใส่ใจตั้งแต่ต้นน้ำของอุตสาหกรรมการ ผลิตกาแฟนั้นก็คือธรรมชาติ และเกษตรกรไทย   ด้วยความใส่ใจในธรรมชาติจึงเป็นที่มาของการเสิร์ฟกาแฟตามแนวคิด GenZer0 แนวคิดของคนเจนใหม่ที่ไม่ได้แบ่งกันด้วยอายุ เพศ หรือแหล่งที่อยู่ แต่คือทุกคนที่ห่วงใย ธรรมชาติเหมือนกับเรา และพร้อมที่จะดูแลธรรมชาติมาโดยตลอดจนถึง ทุกวันนี้ วันที่เราทำให้การทำลายธรรมชาติกลายเป็นศูนย์ อย่างการ ผลิตกาแฟแคปซูลที่รองรับความสะดวกสบายของผู้ดื่มกาแฟที่บ้าน โดยตัวแคปซูลสามารถย่อยสลายได้ 100% ไม่เหลือขยะทิ้งไว้ และไม่ใช้ พลังงานในการกำจัดขยะ   นอกจากการเสิร์ฟแนวคิดเพื่อธรรมชาติแล้ว เรายังเสิร์ฟทุกแก้วเพื่อ สร้างความยั่งยืนให้กับเกษตรกรไทยด้วยการเลือกใช้เมล็ดกาแฟไทยส่ง เสริมอาชีพเกษตรกร และรับซื้อเมล็ดกาแฟด้วยราคาที่เป็นธรรมมาโดย ตลอด นอกจากนั้นเรายังร่วมมือกันเพื่อพัฒนาพื้นที่ป่าและภูเขาให้ กลายเป็นไร่กาแฟที่อุดมสมบูรณ์ ทำให้เรามีเมล็ดกาแฟที่ดีมีคุณภาพ พร้อมเสิร์ฟให้กับลูกค้าทุกคนที่ชอบดื่มกาแฟในทุกๆ วัน
อ่านต่อ
ให้คุณได้ดื่มด่ำกาแฟอาราบิก้าแท้100% จากพันธุ์ไทย
“กาแฟแคปซูลพันธุ์ไทย” จากเมล็ดกาแฟอาราบิก้าแท้ 100% ผ่านการบ่ม คั่ว ให้ได้รสชาติและกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์ของพันธุ์ไทย เพื่อให้ทุกคนได้ดื่มด่ำกับกาแฟพรีเมียมง่ายๆ ได้ทุกที่ ทุกเวลา ในราคาเริ่มต้นเพียงแคปซูลละ 20 บาท กับ 3 รสชาติที่อร่อยแตกต่างอย่างลงตัว   กาแฟแคปซูลพันธุ์ไทย ดาร์ก โรสต์ (Punthai Coffee Capsule - Dark Roasted) กาแฟคั่วเข้ม สายพันธุ์อาราบิก้าไทย 100% แบบ Washed Process เหมาะกับผู้ที่ชื่นชอบรสชาติและบอดี้เข้ม เทสโน้ตโทนดาร์กช็อกโกแลต เจือความหวานของน้ำผึ้งปลายๆ มี Aftertaste ที่ยาวนาน ได้ความรู้สึกสะอาดของรสชาติกาแฟ เหมาะกับทุกเมนู ทั้งร้อนและเย็น ราคากล่องละ 200 บาท   กาแฟแคปซูลพันธุ์ไทย นัตตี้ เบลนด์ (Punthai Coffee Capsule - Nutty Blend) กาแฟคั่วกลางไปทางเข้ม จากเมล็ดอาราบิก้าไทยแบบ Washed Process เบลนด์ด้วย อาราบิก้าบราซิล แบบ Natural Process และฮอนดูรัส เหมาะกับผู้ที่ชื่นชอบบอดี้ปานกลาง เข้มข้นและขมน้อย กลิ่นและรสชาติออกแนวดาร์คโกโก้ มีความหอมของช็อกโกแลต ปนอัลมอนด์ ฟีลวนิลาและบัตเตอร์สก๊อต เหมาะกับเมนูใส่นม หรือจะดื่มแบบไลท์ๆ ก็กลมกล่อม ราคากล่องละ 220 บาท   กาแฟแคปซูลพันธุ์ไทย ฟรุตตี้ เบลนด์ (Punthai Coffee Capsule - Fruity Blend) กาแฟคั่วระดับอ่อนค่อนไปทางกลาง เมล็ดกาแฟไทย เบลนด์ด้วยกาแฟอาราบิก้าจากโคลัมเบีย และเอธิโอเปีย แบบ Natural Process ให้ความสว่างของกาแฟแบบ Bright Acidity ได้ความเปรี้ยวสดชื่นของผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ลูกพรุน พีช ออกหวานปลายๆ มีความเป็น Floral อยู่ใน Aftertaste เหมาะกับเมนูกาแฟดำ ราคากล่องละ 220 บาท    แบรนด์แรกของไทย! “กาแฟแคปซูลพันธุ์ไทย” แบบ Home Compostable ที่ไม่ใช่แค่รสชาติอร่อย แต่ทุกชิ้นของแคปซูลและแพคเกจจิ้งยังผลิตจากวัสดุธรรมชาติ สามารถย่อยสลายกลับคืนสู่ธรรมชาติได้ 100% โดยตัวแคปซูลผลิตจากเซลลูโลสจำพวกเส้นใยพืช ฝาแคปซูลผลิตจากเยื่อกระดาษ นอกจากนี้ตัวกล่องบรรจุภัณฑ์ ยังทำจากกระดาษรีไซเคิล 100% พิมพ์ด้วยหมึก Soy Ink เรียกได้ว่า ทุกองค์ประกอบสามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ โดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมแม้แต่ชิ้นเดียว   “กาแฟแคปซูลพันธุ์ไทย” ได้รับการรับรองว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติย่อยสลายได้ทางชีวภาพ DIN CERTCO จากประเทศเยอรมนี สามารถทิ้งในถังขยะประเภทเศษอาหารได้ นำไปทำปุ๋ยหมักไว้ใช้ในครัวเรือนได้ แม้กระทั่งทิ้งในสวนหลังบ้านก็ไม่เป็นอันตรายต่อสัตว์ในดิน ไส้เดือนสามารถรับประทานได้โดยไม่ส่งผลกระทบต่อพันธุกรรม สามารถย่อยสลายทางชีวภาพได้ภายใน 3 เดือน ด้วยอุณหภูมิที่ต่ำกว่า 50 องศาเซลเซียส และปัจจัยด้านความชื้น ออกซิเจน รวมถึงจุลินทรีย์ที่เหมาะสม ซึ่งสามารถช่วยลดขั้นตอนและพลังงานในการกำจัดขยะ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
อ่านต่อ
จะดีแค่ไหนถ้าเราดื่มด่ำกาแฟคุณภาพจากธรรมชาติที่บ้านของตัวเองได้
จะดีแค่ไหนถ้าเราดื่มด่ำกาแฟคุณภาพจากธรรมชาติที่บ้านของตัวเองได้ ด้วยราคาและความสะดวกสบายที่คุณสามารถดื่มได้ทุกวัน เริ่มต้นง่ายๆ แคปซูลละ 20 บาท   “เครื่องกาแฟแคปซูลพันธุ์ไทย” มีให้เลือกถึง 2 สี Black หรือ Rose Gold เพียงเครื่องละ 2,999 บาท ซื้อวันนี้ รับฟรี “กาแฟแคปซูลพันธุ์ไทย” Dark Roasted ฟรี 1 กล่อง มูลค่า 200 บาท โปรโมชั่นตั้งแต่วันที่ 15 พ.ค. 67 – 15 ก.ค. 67 หรือจนกว่าสินค้าจะหมด   “กาแฟแคปซูลพันธุ์ไทย” มี 3 รสชาติให้เลือก บรรจุกล่องละ 10 แคปซูล เริ่มต้นเพียงกล่องละ 200-220 บาท ซื้อวันนี้ รสชาติใดก็ได้ 4 กล่อง รับฟรี อีก 1 กล่อง มูลค่า 200-220 บาท โปรโมชั่นตั้งแต่วันที่ 15 พ.ค. 67 – 15 ก.ค. 67 หรือจนกว่าสินค้าจะหมด   Dark Roasted - กาแฟคั่วเข้ม จากเมล็ดกาแฟอาราบิก้าไทย 100% แบบ Washed Process มีบอดี้เข้ม เทสโน้ตโทนดาร์กช็อกโกแลต เจือความหวานของน้ำผึ้งปลายๆ   Nutty Blend - กาแฟคั่วกลาง อาราบิก้าไทย เบลนด์ด้วยอาราบิก้าจากบราซิลและฮอนดูรัส มีบอดี้ปานกลาง กลิ่นและรสชาติออกแนวดาร์คโกโก้ มีความหอมของช็อกโกแลต ปนอัลมอนด์บางๆ   Fruity Blend - กาแฟคั่วอ่อน จากเมล็ดกาแฟไทย เบลนด์ด้วยอาราบิก้าจากโคลัมเบีย และเอธิโอเปีย แบบ Natural Process ให้ความเปรี้ยวสดชื่นของผลไม้ตระกูลเบอร์รี ออกหวานเบาๆ มีความเป็น Floral อยู่ใน Aftertaste   โปรโมชั่นแบบนี้จะพลาดไม่ได้เด็ดขาด กับโอกาสที่จะได้ดื่มกาแฟแคปซูลจากสายพันธุ์อาราบิก้าแท้ 100% พร้อมคัดเลือกเมล็ดกาแฟพิเศษจากแหล่งเพาะปลูกที่มีคุณภาพ ให้คุณพร้อมดื่มได้ทุกวันครบทั้ง 3 รสชาติ ที่เข้มข้น กลมกล่อม และหอมกลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละรสชาติ หาซื้อได้แล้ววันนี้ที่คาเฟ่พันธุ์ไทยทุกสาขา   “กาแฟแคปซูลพันธุ์ไทย” ได้รับการรับรองว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติย่อยสลายได้ทางชีวภาพ DIN CERTCO จากประเทศเยอรมนี สามารถทิ้งในถังขยะประเภทเศษอาหารได้ นำไปทำปุ๋ยหมักไว้ใช้ในครัวเรือนได้ แม้กระทั่งทิ้งในสวนหลังบ้านก็ไม่เป็นอันตรายต่อสัตว์ในดิน ไส้เดือนสามารถรับประทานได้โดยไม่ส่งผลกระทบต่อพันธุกรรม สามารถย่อยสลายทางชีวภาพได้ภายใน 3 เดือน ด้วยอุณหภูมิที่ต่ำกว่า 50 องศาเซลเซียส และปัจจัยด้านความชื้น ออกซิเจน รวมถึงจุลินทรีย์ที่เหมาะสม ซึ่งสามารถช่วยลดขั้นตอนและพลังงานในการกำจัดขยะ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
อ่านต่อ
กาแฟพันธุ์ไทย เปิดตัว Home Compostable Coffee Capsule แบรนด์แรกของไทย
กาแฟพันธุ์ไทย เปิดตัว Home Compostable Coffee Capsule แบรนด์แรกของไทย ที่ไม่ใช่แค่อร่อย แต่ยังย่อยสลายได้ทุกชิ้นส่วน 100%        กาแฟพันธุ์ไทยตอกย้ำความมุ่งมั่นยกระดับ Ecosystem อุตสาหกรรมกาแฟ สานต่อกลยุทธ์ Everywhere Everyone นำเดต้ามาวิเคราะห์เพื่อเสิร์ฟสินค้าและบริการที่ตรงใจ เข้าถึงผู้บริโภคได้ทุกเจนเนอเรชัน ในทุกช่องทาง พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่แตกต่างจากคู่แข่ง พร้อมรุกตลาดกาแฟพรีเมียมและกาแฟในบ้านอย่างต่อเนื่อง โดยต่อยอดความสำเร็จจากคอลเลคชัน 9 กาแฟดริปรักษ์โลกพันธุ์ไทย เมื่อปลายปีที่ผ่านมา สู่การเปิดตัว “กาแฟแคปซูลพันธุ์ไทย” ในรูปแบบ Home Compostable เป็นแบรนด์แรกของไทย ที่ผลิตจากวัสดุธรรมชาติทุกชิ้นส่วน สามารถย่อยสลายได้ 100% โดยยังคงเอกลักษณ์รสชาติ และเทสโน้ตของเมล็ดกาแฟพิเศษสไตล์พันธุ์ไทย ในราคาคุ้มค่า ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบความสะดวกสบาย และเลือกใช้สินค้าที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม พร้อมสร้างคุณค่าให้กับสังคมอย่างยั่งยืน        คุณสุขวสา ภูชัชวนิชกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท กาแฟพันธุ์ไทย จำกัด กล่าวว่า “วัฒนธรรมการดื่มกาแฟกลายเป็นไลฟ์สไตล์ที่อยู่ในชีวิตประจำวันของผู้บริโภค โดยเฉพาะในปัจจุบันที่กาแฟโลกเข้าสู่ยุคคลื่นลูกที่สาม (3rd Wave Coffee) ที่ผู้บริโภคมีความรู้ความเข้าใจและให้ความสำคัญกับคุณภาพของเมล็ดกาแฟพิเศษ หรือ Specialty Coffee ตั้งแต่ต้นน้ำ พื้นที่เพาะปลูก สายพันธุ์กาแฟ กระบวนการเก็บเกี่ยว การคั่วกาแฟ รวมไปถึงคุณภาพชีวิตของเกษตรกร ซึ่งกาแฟพันธุ์ไทยได้มุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ควบคู่กับการสนับสนุนชุมชน และดูแลสิ่งแวดล้อมมาโดยตลอด ซึ่งการสร้างสรรค์ “กาแฟแคปซูลพันธุ์ไทย” ในครั้งนี้ นอกจากผู้บริโภคจะได้ดื่มด่ำกาแฟพิเศษรสชาติพรีเมียมได้ง่ายๆ ที่บ้านหรือที่ทำงานแล้ว ยังมีส่วนช่วยลดขยะ ลดการสร้างมลพิษ อันเป็นสาเหตุของวิกฤตภาวะโลกร้อน เพราะทุกองค์ประกอบของกาแฟแคปซูลและแพคเกจจิ้ง สามารถย่อยสลายได้ทุกชิ้น ปลอดภัยต่อทุกชีวิต ไม่ทำร้ายโลกในระยะยาว”        กาแฟพันธุ์ไทย เป็นแบรนด์แรกของไทย ที่เลือกใช้วัสดุธรรมชาติทั้งหมด ในการผลิตกาแฟแคปซูล หรือที่เรียกกันว่า Home Compostable สามารถสลายตัวได้ทางชีวภาพ 100% โดยตัวแคปซูลผลิตจากเซลลูโลส เส้นใยพืช แป้ง ส่วนฝาแคปซูลผลิตจากเยื่อกระดาษธรรมชาติ โดยไม่มีส่วนประกอบของพลาสติกและอะลูมิเนียม ได้รับการรับรองว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติย่อยสลายได้ทางชีวภาพ DIN CERTCO จากประเทศเยอรมนี สามารถทิ้งในถังขยะประเภทเศษอาหารได้ นำไปทำปุ๋ยหมักไว้ใช้ในครัวเรือนได้ แม้กระทั่งทิ้งในสวนหลังบ้านก็ไม่เป็นอันตรายต่อสัตว์ในดิน ไส้เดือนสามารถรับประทานได้โดยไม่ส่งผลกระทบต่อพันธุกรรม สามารถย่อยสลายทางชีวภาพได้ภายใน 3 เดือน ด้วยอุณหภูมิที่ต่ำกว่า 50 องศาเซลเซียส และปัจจัยด้านความชื้น ออกซิเจน รวมถึงจุลินทรีย์ที่เหมาะสม ซึ่งสามารถช่วยลดขั้นตอนและพลังงานในการกำจัดขยะ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ตัวกล่องบรรจุภัณฑ์ของกาแฟแคปซูลพันธุ์ไทยยังผลิตจากกระดาษรีไซเดิล 100% ใช้หมึกพิมพ์น้ำมันถั่วเหลือง (Soy Ink) จากธรรมชาติที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ในการบ่งบอกรสชาติของสินค้า สามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ ไม่เหลือเป็นขยะตกค้าง (Zero Waste) เรียกได้ว่า ทุกชิ้นส่วนผลิตจากธรรมชาติ และสามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ โดยไม่ทิ้งภาะระไว้ให้โลกแม้แต่ชิ้นเดียว        กาแฟแคปซูลพันธุ์ไทย จากสายพันธุ์อาราบิก้าแท้ 100% ผ่านการคัดเลือกเมล็ดกาแฟพิเศษจากแหล่งเพาะปลูกที่มีคุณภาพ ผ่านการบ่ม การคั่ว จนได้รสชาติและกลิ่นหอมตามโพรไฟล์ที่เป็นเอกลักษณ์ของ กาแฟพันธุ์ไทย ให้คุณดื่มด่ำประสบการณ์สุดพรีเมียมอย่างสะดวกสบายได้ง่ายๆ คุ้มค่าคุ้มราคา เพียงแคปซูลละ 20-22 บาท โดยใน 1 กล่อง บรรจุกาแฟ 10 แคปซูล ปริมาณแคปซูลละ 5.5 กรัม มีทั้งหมด 3 Profiles 3 รสชาติ  3 ระดับการคั่ว ดังนี้   o กาแฟแคปซูลพันธุ์ไทย ดาร์ก โรสต์ (Punthai Coffee Capsule - Dark Roasted) กาแฟคั่วเข้ม สายพันธุ์อาราบิก้าไทย 100% แบบ Washed Process เหมาะกับผู้ที่ชื่นชอบรสชาติและบอดี้เข้ม เทสโน้ตโทนดาร์กช็อกโกแลต เจือความหวานของน้ำผึ้งปลายๆ มี Aftertaste ที่ยาวนาน ได้ความรู้สึกสะอาดของรสชาติกาแฟ เหมาะกับทุกเมนู ทั้งร้อนและเย็น ราคากล่องละ 200 บาท o กาแฟแคปซูลพันธุ์ไทย นัตตี้ เบลนด์ (Punthai Coffee Capsule - Nutty Blend) กาแฟคั่วกลางไปทางเข้ม อาราบิก้าไทย เบลนด์ด้วยกาแฟอาราบิก้าจากบราซิลและฮอนดูรัส เหมาะกับผู้ที่ชื่นชอบบอดี้ปานกลาง เข้มข้นและขมน้อย กลิ่นและรสชาติออกแนวดาร์คโกโก้ มีความหอมของช็อกโกแลต ปนอัลมอนด์ ฟีลวนิลาและบัตเตอร์สก๊อต เหมาะกับเมนูใส่นม หรือจะดื่มแบบไลท์ๆ ก็กลมกล่อม ราคากล่องละ 220 บาท o กาแฟแคปซูลพันธุ์ไทย ฟรุตตี้ เบลนด์ (Punthai Coffee Capsule - Fruity Blend) กาแฟคั่วระดับอ่อนค่อนไปทางกลาง เมล็ดกาแฟไทย เบลนด์ด้วยกาแฟอาราบิก้าจากโคลัมเบีย และเอธิโอเปีย แบบ Natural Process ให้ความสว่างของกาแฟแบบ Bright Acidity ได้ความเปรี้ยวสดชื่นของผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ลูกพรุน พีช ออกหวานปลายๆ มีความเป็น Floral อยู่ใน Aftertaste เหมาะกับเมนูกาแฟดำ ราคากล่องละ 220 บาท        สำหรับผู้ที่สนใจแบบครบเซตขอแนะนำ เครื่องกาแฟแคปซูลพันธุ์ไทย (Punthai Coffee Capsule Machine) ตอบโจทย์ทั้งความสะดวก สบาย ประหยัดเวลา ได้รสชาติเหมือนดื่มที่ร้าน ในราคาที่คุ้มค่า มีทั้งสีดำ และสีโรส โกลด์ ด้วยแรงดันน้ำ 19 บาร์ สามารถสกัดกาแฟได้ภายใน 1 นาที เลือกปริมาณน้ำได้ทั้ง 40 มิลลิลิตร และ 110 มิลลิลิตร ในราคาเครื่องละ 2,999 บาท โปรโมชั่นช่วงเปิดตัว ซื้อเครื่องกาแฟแคปซูล 1 เครื่อง รับฟรี กาแฟแคปซูลพันธุ์ไทย ดาร์กโรสต์ 1 กล่อง มูลค่า 200 บาท หรือผู้ที่มีเครื่องอยู่แล้ว สามารถรับสิทธิ์ซื้อกาแฟแคปซูลครบ 4 กล่อง รับฟรี กาแฟแคปซูลรสชาติใดก็ได้ 1 กล่อง ตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2567 – 15 กรกฎาคม 2567 หรือจนกว่าสินค้าจะหมด ที่ร้านกาแฟพันธุ์ไทยทุกสาขาที่ร่วมรายการทั่วประเทศ        "กาแฟพันธุ์ไทย มี Brand DNA ที่ชัดเจน ในการสนับสนุนชุมชนและเกษตรกรไทย ควบคู่การดูแลสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เช่น การจัดตั้งโครงการพัฒนาและส่งเสริมการปลูกกาแฟอะราบิก้าบนพื้นที่สูงอย่างยั่งยืน เพื่อส่งเสริมและพัฒนาองค์ความรู้ในการปลูกกาแฟให้เกษตรกร ต.ปางหินฝน อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ โดยปรับเปลี่ยนพื้นที่ทำไร่เลื่อนลอยมาเพิ่มพื้นที่ปลูกกาแฟ และเปลี่ยนเขาหัวโล้นให้เป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์ การใช้ไบโอพลาสติกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สามารถย่อยสลายได้ทางชีวภาพ มาพัฒนาเป็นแก้วเครื่องดื่มพันธุ์ไทยที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภคและโลกของเรา ความร่วมมือกับนักอนุรักษ์ธรรมชาติที่สร้างสรรค์กาแฟไปพร้อมๆ กับการปลูกป่า พร้อมสร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้ชุมชนให้ทุกคนได้มีโอกาสเข้าถึงชีวิตที่ อยู่ดี มีสุข อย่างมั่นคง และขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตต่อไป” คุณสุขวสา กล่าวเสริม
อ่านต่อ
เช็กลิสต์คุณคือคอกาแฟสายไหน? คั่วเข้ม คั่วกลางค่อนเข้ม หรือสเปเชียลตี้คั่วกลาง!
เช็กลิสต์คุณคือคอกาแฟสายไหน? คั่วเข้ม คั่วกลางค่อนเข้ม หรือสเปเชียลตี้คั่วกลาง!   ชอบกาแฟเข้ม ๆ ดื่มแล้วตื่นทันที หรือหลงใหลในกลิ่นหอมและรสชาติที่ซับซ้อนของเมล็ดกาแฟ? ความจริงแล้วระดับการคั่วมีผลต่อคาแรกเตอร์ของกาแฟมากกว่าที่คิด บทความนี้จะพาคุณไปสำรวจว่าตัวเองเป็นคอกาแฟสายคั่วเข้ม คั่วกลางค่อนเข้ม หรือสเปเชียลตี้คั่วกลาง พร้อมแนะนำวิธีค้นหารสชาติที่ใช่สำหรับคุณ!   คนที่ดื่มกาแฟเป็นประจำ เคยสังเกตไหมว่าทำไมบางแก้วถึงถูกใจจนอยากดื่มซ้ำ แต่บางแก้วกลับรู้สึกว่าไม่ใช่รสชาติที่ถูกปากถูกจริต ทั้งที่อาจเป็นเมนูเดียวกันอย่างอเมริกาโนหรือกาแฟดำเหมือนกันทุกอย่าง   คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่เมนู แต่อยู่ที่ "ระดับการคั่ว" ของเมล็ดกาแฟ เพราะระดับการคั่วคือหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่กำหนดบุคลิกของกาแฟแต่ละแก้ว ตั้งแต่ความเข้ม ความหอม ไปจนถึงรสชาติที่เราสัมผัสได้เมื่อดื่ม หลายคนอาจชอบกาแฟที่เข้มข้น หนักแน่น และดื่มแล้วรู้สึกตื่นทันที ขณะที่บางคนกลับหลงใหลในกลิ่นหอมและรสชาติที่ซับซ้อนของเมล็ดกาแฟแต่ละแหล่งปลูก   แล้วคุณล่ะ...เป็นคอกาแฟสายไหน? วันนี้พันธุ์ไทยจะพาคุณไปหาคำตอบกัน!     ทำความรู้จัก "ระดับการคั่วกาแฟ" ก่อนเลือกแก้วโปรด   เคยสงสัยไหมว่า ทำไมการสั่งกาแฟดำสักแก้วอย่างอเมริกาโนหรือไทยริกาโน ถึงให้รสชาติและกลิ่นสัมผัสที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง? ทั้งที่บางครั้งก็มาจากแหล่งปลูกเดียวกันแท้ๆ คำตอบของปริศนานี้อยู่ที่ "ระดับการคั่วกาแฟ" ซึ่งเปรียบเสมือนเวทมนตร์ที่กำหนดทิศทางรสชาติในแก้วของคุณ   การคั่วกาแฟส่งผลต่อรสชาติอย่างไร?   สารกาแฟดิบ (Green Bean) ที่เพิ่งเก็บมาจากต้นจะยังมีรสสัมผัสที่คล้ายพืชหรือถั่วเขียว และยังไม่มีกลิ่นหอมของกาแฟที่เราคุ้นเคย จนกระทั่งเมล็ดกาแฟเหล่านั้นได้รับความร้อนในถังคั่ว ความร้อนจะเข้าไปกระตุ้นปฏิกิริยาเคมีภายในเมล็ด ไล่ความชื้น และดึงเอาน้ำมันหอมระเหยรวมถึงน้ำตาลธรรมชาติในเมล็ดกาแฟให้ออกมาอบอวล ดังนั้น "เวลาและอุณหภูมิ" ในการคั่ว จึงเป็นตัวกำหนดรสชาติขั้นสุดท้ายของกาแฟแก้วนั้นนั่นเอง   ความสัมพันธ์ระหว่างระดับการคั่วและรสชาติ   เราสามารถแบ่งระดับการคั่วหลักๆ ออกเป็น 3 ระดับ ซึ่งส่งผลต่อรสชาติอย่างตรงไปตรงมา ดังนี้   - ยิ่งคั่วเข้ม รสชาติจะยิ่งเข้มและขมมากขึ้น (Dark Roast): เมื่อเมล็ดกาแฟถูกคั่วด้วยความร้อนสูงและยาวนาน น้ำตาลในเมล็ดจะเกิดการไหม้เกรียม (Caramelization) รสเปรี้ยวตามธรรมชาติจะหายไปเกือบทั้งหมด ถูกแทนที่ด้วยความขมนำ รสชาติที่ดุดัน บอดี้หนาแน่น และกลิ่นหอมไหม้จางๆ คล้ายช็อกโกแลตเข้มๆ หรือกลิ่นควัน สไตล์นี้คือรสชาติคลาสสิกที่คนไทยคุ้นเคยในเมนูอเมริกาโนปกติ - ยิ่งคั่วอ่อนถึงกลาง จะสัมผัสเอกลักษณ์ของเมล็ดกาแฟได้ชัดขึ้น (Light - Medium Roast): ในทางกลับกัน การคั่วในระดับอ่อนถึงกลางจะใช้ความร้อนและเวลาที่น้อยกว่า ทำให้เนื้อกาแฟไม่ถูกความร้อนทำลายไปมากนัก ผลลัพธ์คือเราจะยังคงสัมผัสเอกลักษณ์เฉพาะตัว (Flavor Notes) ของแหล่งปลูกนั้นๆ ได้ชัดเจน รสชาติจะมีความนุ่มนวล ละมุน ชุ่มคอ มีรสเปรี้ยวอมหวานคล้ายผลไม้ (Fruity) หรือกลิ่นอายสายดอกไม้และช็อกโกแลต เหมือนที่เราได้สัมผัสจากเมนู "ไทยริกาโน"   ทำไมคนดื่มกาแฟแต่ละคนถึงชอบไม่เหมือนกัน?   ไม่มีคำว่า "ระดับการคั่วที่ดีที่สุด" ในโลกของกาแฟ เพราะความชอบของแต่ละคนถูกหล่อหลอมขึ้นมาจาก 3 ปัจจัยหลักๆ นั่นก็คือ   - ประสบการณ์การดื่ม: นักดื่มหน้าใหม่มักจะเริ่มจากกาแฟคั่วเข้มที่ผสมนมหรือน้ำตาลเพื่อให้ดื่มง่าย แต่เมื่อเริ่มดื่มกาแฟดำไปเรื่อยๆ ประสบการณ์ที่มากขึ้นอาจทำให้เริ่มมองหากาแฟคั่วกลางหรือคั่วอ่อน เพื่อสนุกกับการค้นหารสชาติและกลิ่นที่ซับซ้อนคล้ายผลไม้ - ไลฟ์สไตล์: ในเช้าวันจันทร์ที่แสนเร่งรีบและเหนื่อยล้า ไลฟ์สไตล์ที่ต้องการความกระปรี้กระเปร่าและตื่นเต็มตาในทันที กาแฟคั่วเข้มบอดี้แน่นๆ คือคำตอบที่ดีที่สุด แต่ในบ่ายวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ต้องการความผ่อนคลาย กาแฟคั่วกลางรสละมุน จิบสบายๆ ย่อมตอบโจทย์ได้ดีกว่า - ความคุ้นเคยกับรสชาติกาแฟ: ลิ้นของคนเราจดจำรสชาติจากความเคยชิน หลายคนโตมากับกาแฟโบราณหรือกาแฟรสเข้มข้นดุดัน จึงคุ้นเคยและมองว่ากาแฟที่ดีต้องมีความขมนำ ในขณะที่บางคนคุ้นเคยกับวัฒนธรรมกาแฟคลื่นลูกที่สาม (Third Wave Coffee) ที่เน้นความสดชื่น รสเปรี้ยวหวานธรรมชาติ จึงหลงรักกาแฟคั่วอ่อนถึงกลางมากกว่า     เช็กลิสต์: คุณเป็นคอกาแฟสาย “สายคั่วเข้ม” หรือเปล่ามาดูกัน!   ในโลกของกาแฟ รสนิยมความชอบไม่มีถูกไม่มีผิด บางคนชอบกาแฟรสชาตินุ่มนวลติดเปรี้ยวปลายๆ แบบผลไม้ แต่ก็มีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่หัวใจเรียกร้องความเข้มข้น ดุดัน และกลิ่นหอมกรุ่นที่ปลุกให้ตื่นจากความอ่อนล้า   วันนี้เราจะมาชวนคุณเช็กลิสต์ตัวเองกันว่า คุณคือ “คอกาแฟสายคั่วเข้ม (Dark Roast)” ตัวจริงเสียงจริงหรือไม่?   คุณอาจเป็นสายคั่วเข้ม ถ้า…   - ชอบกาแฟรสชาติเข้มข้นชัดเจน: ไม่ชอบกาแฟที่บอดี้บางเบาหรือดื่มแล้วรู้สึกเหมือนน้ำเปล่า ทุกจิบที่กลืนลงไปรสชาติต้องหนักแน่น ตราตรึงใจ - ดื่มแล้วต้องรู้สึกถึงพลังและความหนักแน่น: สำหรับคุณ กาแฟไม่ใช่แค่เครื่องดื่มชิวๆ แต่มันคืออาหารสมองและตัวช่วยปลุกพลังในเช้าวันจันทร์อันแสนเร่งรีบ - ชอบกลิ่นหอมคั่วชัดๆ: หลงรักกลิ่นไหม้จางๆ ที่มีเสน่ห์ กลิ่นโทนดาร์กช็อกโกแลต คาราเมลไหม้ หรือถั่วคั่วเกรียม ยิ่งโชยเตะจมูกยิ่งฟิน - ไม่กังวลเรื่องความขมของกาแฟ: คุณมองว่าความขมคือสุนทรียภาพ ไม่ใช่สิ่งน่ากลัว และคุณไม่ชอบกาแฟที่มีรสเปรี้ยวอมผลไม้ (Fruity) มารบกวนใจ - เมนูโปรดของคุณมักจะเป็น: เอสเปรสโซช็อตเพียวๆ อเมริกาโนเข้มข้นสะใจ หรือถ้าเป็นกาแฟนม ก็ต้องเป็นกาแฟนมรสจัดที่บอดี้กาแฟยังพุ่งทะลุนมออกมา เช่น เอสเปรสโซเย็นสไตล์ไทย   จุดเด่นของกาแฟคั่วเข้ม   กาแฟคั่วเข้ม (Dark Roast) มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ทำให้สายดาร์กไม่ยอมปันใจไปให้ระดับการคั่วอื่น ด้วย 3 จุดเด่นหลัก ดังนี้:   - Body หนักแน่น: เนื้อสัมผัสของน้ำกาแฟมีความหนาและเข้มข้น (Heavy Body) เนื่องจากน้ำมันธรรมชาติในเมล็ดกาแฟถูกเคี่ยวจนออกมาเคลือบผิว ทำให้รู้สึกเต็มปากเต็มคำเวลาดื่ม - รสชาติเข้มจัดจ้าน: ด้วยอุณหภูมิและเวลาในการคั่วที่สูง รสเปรี้ยวตามธรรมชาติของเมล็ดกาแฟจะถูกทำลายไปจนหมด สลายกลายเป็นความขมกลมกล่อมที่ดุดัน - ดื่มแล้วให้ความรู้สึกเต็มรสกาแฟ: ทิ้งรสสัมผัส (Aftertaste) ยาวนานในคอหลังดื่มเสร็จ รสชาติกาแฟยังคงอบอวลอยู่ชัดเจน ไม่จางหายไปง่ายๆ   แนะนำเมนูพันธุ์ไทยที่เกิดมาเพื่อ "สายคั่วเข้ม"   ถ้าคุณเช็กแล้วพบว่าตัวเองเป็นสายคั่วเข้มแบบ 100% แวะมาที่ "กาแฟพันธุ์ไทย" ได้เลย เพราะที่นี่ขึ้นชื่อเรื่องการรังสรรค์เมนูกาแฟอาราบิก้าแท้ 100% คั่วเข้มข้น ถูกปากคนไทย และนี่คือ 3 เมนูแนะนำที่สายดาร์กต้องสั่ง!   - อเมริกาโนเย็น (พันธุ์ไทยสูตรปกติ): กาแฟดำคั่วเข้มซิกเนเจอร์ บอดี้แน่น ดุดัน สะใจ ขมนำอย่างกลมกล่อม (แนะนำสั่งสูตรไม่หวาน หรือ หวาน 0% เพื่อรับรสสัมผัสคั่วเข้มแท้ๆ แบบเต็มพิกัด) - พันธุ์ไทยคอฟฟี่ (เย็น): กาแฟนมสูตรพิเศษของทางร้าน ที่แม้จะใส่นมและรสชาติหวานมัน แต่ด้วยความที่เป็นเมล็ดคั่วเข้ม ทำให้รสกาแฟยังคงเข้มข้น ดันทะลุความมันของนมออกมาได้อย่างลงตัว ดื่มแล้วตื่นเต็มตาแน่นอน - เอสเปรสโซเย็น (Iced Espresso): เมนูขวัญใจมหาชนสไตล์ไทยแท้ รสชาติเข้มจัดจ้าน หอมกลิ่นคั่วชัดเจน หวานมันสะใจ ตอบโจทย์คนที่ต้องการพลังงานและความเข้มข้นขั้นสุดในแก้วเดียว   ถ้าคุณคือสายคั่วเข้มที่โหยหาความหนักแน่นในทุกเช้า... "อเมริกาโนพันธุ์ไทย" และเมนูคั่วเข้มของที่นี่ คือคำตอบสุดท้ายที่จะไม่ทำให้คุณผิดหวัง!     เช็กลิสต์: คุณเป็นคอกาแฟ “สายคั่วกลางค่อนเข้ม” หรือเปล่ามาดูกัน!   หากคุณรู้สึกว่ากาแฟคั่วเข้มนั้นดุดัน บาดคอ และขมขื่นเกินไปในบางวัน แต่พอจะให้ไปดื่มกาแฟคั่วอ่อนรสเปรี้ยวจี๊ดอมผลไม้ก็รู้สึกว่าไม่ใช่สไตล์เอาเสียเลย... เป็นไปได้สูงมากว่าคุณคือกลุ่มคนที่หลงรักความพอดีและกำลังยืนอยู่ตรงกลางในฐานะ “คอกาแฟสายคั่วกลางค่อนเข้ม (Medium-Dark Roast)” มาร่วมเช็กลิสต์ตัวเองกันว่า คุณคือสายประนีประนอมที่รักความสมดุลสายนี้ใช่หรือไม่?   คุณอาจเป็นสายคั่วกลางค่อนเข้ม ถ้า...   - ชอบความสมดุลระหว่างความเข้มและความดื่มง่าย: คุณยังต้องการรสชาติที่รู้ว่าเป็นกาแฟเข้มๆ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องมีความลื่นคอ กลืนง่าย ไม่ฝาดหรือไม่ขมไหม้จนต้องเบ้หน้า - ต้องการกลิ่นหอมกาแฟชัด แต่ไม่ขมเกินไป: คุณอบอุ่นหัวใจกับกลิ่นหอมกรุ่นของกาแฟคั่วที่เด่นชัด แต่อยากให้มีความละมุนคล้ายดาร์กช็อกโกแลตหรือคาราเมล โดยไม่มีกลิ่นควันไหม้มากวนใจ - ดื่มกาแฟได้ทุกวัน: กาแฟสำหรับคุณคือ Daily ความสุขที่ดื่มได้เรื่อยๆ ทุกวัน เช้าหนึ่งแก้ว บ่ายอีกหนึ่งแก้วก็ยังไหว เพราะรสชาติของมันไม่หนักหน่วงจนล้าลิ้น - ชอบกาแฟที่มีมิติ แต่ยังเข้าถึงง่าย: คุณแอบชอบกาแฟที่ทิ้งความหวานชุ่มคอ (Sweetness) ไว้จางๆ หลังจากกลืนลงไป มีลูกเล่นในรสชาติให้สัมผัสเล็กน้อย แต่ไม่ได้ซับซ้อนจนเข้าใจยาก   จุดเด่นของกาแฟคั่วกลางค่อนเข้ม   ระดับคั่วกลางค่อนเข้ม (Medium-Dark Roast) คือจุดตัดที่สมบูรณ์แบบระหว่าง "รสชาติดั้งเดิมของเมล็ดกาแฟ" และ "รสชาติจากการคั่ว" จนเกิดเป็นเสน่ห์ 3 ข้อหลัก:   - รสชาติกลมกล่อม ละมุนละไม: ความขมถูกเจือจางด้วยความหวานธรรมชาติของเมล็ดกาแฟที่เริ่มทำปฏิกิริยากับความร้อนได้อย่างพอเจาะ รสชาติที่ได้จึงละมุน ไม่โดดไปทางใดทางหนึ่ง - ความเข้มกำลังดี: บอดี้ของกาแฟจะอยู่ในระดับปานกลางค่อนไปทางแน่น (Medium-to-Full Body) ให้ความรู้สึกเต็มรสกาแฟแต่แฝงความนุ่มนวล - เหมาะกับผู้บริโภคส่วนใหญ่: เป็นระดับการคั่วที่ปลอดภัยและเป็นมิตรที่สุด ไม่ว่าจะเป็นนักดื่มหน้าใหม่หรือคอกาแฟรุ่นเก๋า ก็สามารถเพลิดเพลินกับกาแฟระดับนี้ได้พร้อมๆ กัน   แนะนำเมนูพันธุ์ไทยที่เหมาะกับ "สายคั่วกลางค่อนเข้ม"   สำหรับร้านกาแฟพันธุ์ไทย เมนูกาแฟสไตล์คั่วกลางค่อนเข้มหรือให้รสสัมผัสที่มีความนุ่มนวล ไม่ขมจัด ได้รับความนิยมสูงมากเช่นกัน นี่แหละคือเมนูที่คุณสั่งเมื่อไหร่ก็ฟินเมื่อนั้น   - คาปูชิโนเย็น (Iced Cappuccino): การผสมผสานที่ลงตัวเมื่อกาแฟรสเข้มข้นปานกลางมาเจอกับนมสดพาสเจอร์ไรส์ และท็อปด้วยโฟมนมเนียนนุ่ม ความนุ่มของโฟมนมจะช่วยลดทอนความเข้มข้นลงมา ทำให้ออกมากลมกล่อม หอมมัน ดื่มง่าย ละมุนลิ้นตลอดทั้งแก้น - ลาเต้ร้อน (Hot Latte): เมนูที่โชว์ความสมดุลอย่างแท้จริง รสชาติหวานมันธรรมชาติจากนมสดอุ่นๆ ผสานเข้ากับช็อตเอสเพรสโซได้อย่างกลมกลืน ได้กลิ่นหอมกรุ่นของกาแฟคั่วชัดเจน ชวนผ่อนคลายในทุกๆ จิบ   นี่แหละตอบโจทย์คนที่ชื่นชอบกาแฟที่มีความพอดีอยู่ตรงกลาง ไม่เข้มจัดจนเกินไป แต่ก็ยังคงมีมิติและเอกลักษณ์ของกาแฟให้สัมผัส เมนูกลุ่มคั่วกลางค่อนเข้มของพันธุ์ไทยอาจเป็นรสชาติที่กำลังตามหา และอาจกลายเป็นกาแฟแก้วโปรดที่คุณเลือกดื่มได้ทุกวันแบบไม่มีเบื่อ!     เช็กลิสต์: คุณเป็นคอกาแฟ “สายสเปเชียลตี้คั่วกลาง” หรือเปล่ามาดูกัน!   หากคุณมองว่ากาแฟไม่ใช่แค่เครื่องดื่มที่ช่วยให้หายง่วง แต่คือศิลปะที่มีเรื่องราว น่าค้นหา และสนุกทุกครั้งที่ได้ลุ้นว่ากาแฟแก้วนี้จะมีกลิ่นรส (Notes) ซ่อนอยู่แบบไหน... เป็นไปได้สูงมากว่าคุณได้ก้าวเข้าสู่ดินแดนของ “สายสเปเชียลตี้คั่วกลาง (Specialty Medium Roast)” เป็นที่เรียบร้อยแล้ว มาร่วมเช็กลิสต์ตัวเองกันว่าคุณคือสายเสพสุนทรียภาพผู้อ่อนโยนคนนี้ใช่หรือไม่?   คุณอาจเป็นสายสเปเชียลตี้ ถ้า...   - สนใจเรื่องแหล่งปลูกและสายพันธุ์กาแฟ: ก่อนสั่งกาแฟ คุณมักจะเหลือบมองป้ายเสมอว่าเมล็ดวันนี้มาจากแม่ฮ่องสอน น่าน หรือดอยไหน มีกรรมวิธีแปรรูปแบบ Wash หรือ Natural - ชอบลองรสชาติใหม่ๆ: เบื่อความซ้ำซากจำเจ ยินดีที่จะเปิดใจลองเมล็ดกาแฟ Singe Origin ใหม่ๆ ที่ทางร้านหมุนเวียนมาให้ชิมอยู่ตลอด - ชอบสังเกตกลิ่นและโน้ตรสชาติของกาแฟ: เวลาจิบกาแฟ คุณจะอบอวลน้ำกาแฟไว้ในปากแปรรูป แล้วแอบคิดในใจว่า "อืม... แก้วนี้มีกลิ่นอายคล้ายดาร์กช็อกโกแลต ปนความสดชื่นเหมือนพีชอ่อนๆ แฮะ" - ดื่มกาแฟโดยไม่เติมน้ำตาล: คุณปฏิเสธการใส่ไซรัปหรือน้ำตาลอย่างเด็ดขาด เพราะต้องการสัมผัสรสชาติที่แท้จริงและบริสุทธิ์ที่สุดจากเมล็ดกาแฟโดยตรง - สนุกกับการค้นหาเอกลักษณ์ของเมล็ดแต่ละแหล่งปลูก: คุณตื่นเต้นที่ได้รู้ว่า ดิน สภาพอากาศ และระดับความสูงของแต่ละดอย ส่งผลให้รสชาติกาแฟในแก้วเปลี่ยนแปลงไปได้อย่างน่าอัศจรรย์   จุดเด่นของกาแฟสเปเชียลตี้คั่วกลาง   กาแฟพิเศษระดับคั่วกลาง (Specialty Medium Roast) คือระดับที่บาริสต้าและนักคั่วกาแฟทั่วโลกหลงรัก เพราะมันคือระยะ "หวานฉ่ำ" ที่ดึงสิ่งที่ดีที่สุดของกาแฟออกมาได้ชัดเจนที่สุด   - สะท้อน Character ของเมล็ดกาแฟ: รสชาติของผืนดินและสภาพอากาศจากแหล่งปลูก จะยังคงเด่นชัด ไม่ถูกบดบังด้วยกลิ่นไหม้จากการคั่ว - มีมิติรสชาติหลากหลาย (Complex Flavor): ในหนึ่งแก้วที่คุณดื่ม รสสัมผัสจะค่อยๆ พัฒนาตั้งแต่จิบแรกที่อุ่นจนถึงจิบสุดท้ายที่เริ่มเย็นลง โดยมีทั้งโทนผลไม้ ดอกไม้ หรือถั่ว ตามธรรมชาติ - ได้สัมผัสความหวานและความหอมตามธรรมชาติ: ระดับคั่วกลางจะเกิดปฏิกิริยาคาราเมไรเซชันในเมล็ดกาแฟอย่างสมบูรณ์แบบ ทำให้ได้รสชาติที่หวานฉ่ำชุ่มคอ ยาวนานหลังจากกลืน โดยไม่ต้องพึ่งน้ำตาลสักหยด   แนะนำเมนูพันธุ์ไทยที่เกิดมาเพื่อ "สายสเปเชียลตี้"   หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่า ร้านกาแฟพันธุ์ไทยได้เปิดโซนกาแฟพิเศษเพื่อตอบโจทย์สาย Specialty อย่างจริงจัง โดยคัดสรรเมล็ดกาแฟไทยเกรดพรีเมียม (Cupping Score 80+ คะแนน) มาครีเอทเมนูสุดสุนทรีย์ และนี่คือเมนูพันธุ์ไทยที่คุณต้องลอง!   - ไทยริกาโน (Thairicano): เมนูพระเอกระดับ Masterpiece ของสายนี้! พันธุ์ไทยใช้เมล็ดกาแฟอาราบิก้าพิเศษ 100% หมุนเวียนจากแหล่งปลูกเฉพาะในไทย นำมาคั่วกลางและสกัดอย่างพิถีพิถัน รสชาตินุ่มนวล ละมุน สดชื่น มีมิติของดาร์กช็อกโกแลตและผลไม้ไทย บอดี้กำลังดี ดื่มแล้วชุ่มคอแบบไม่ต้องใส่น้ำตาลเลย - อเมริกาโนส้ม (Orange Americano): สำหรับสายสเปเชียลตี้ที่อยากเพิ่มความสนุก รสชาติเปรี้ยวอมหวานของน้ำส้มสายน้ำผึ้งแท้ เมื่อมาเจอกับช็อตเอสเพรสโซรสละมุน จะช่วยดึงโน้ตผลไม้ (Fruity) ในตัวกาแฟให้เด่นชัดยิ่งขึ้น กลายเป็นแก้วที่สดชื่น คลายร้อน และดื่มสนุกมาก - ไทยริกาโนร้อน (Hot Thairicano): หากคุณอยากสัมผัส Character และกลิ่นหอมอโรมาของเมล็ดกาแฟพิเศษแบบชัดเจนที่สุด การสั่งแบบร้อนจะช่วยให้น้ำมันหอมระเหยโชยเตะจมูกได้ดีที่สุด ละละเลียดจิบช้าๆ ในวันสบายๆ รับรองว่าฟินจนหยดสุดท้าย   หากคุณคือคนที่มีสุนทรียภาพในการดื่ม และอยากสนับสนุนกาแฟพิเศษฝีมือคนไทย... ครั้งต่อไปที่เดินเข้าปั๊ม PT หรือร้านพันธุ์ไทย พุ่งตัวไปสั่ง "ไทยริกาโน" ได้เลย แก้วนี้แหละที่เข้าใจสายสเปเชียลตี้ที่สุด!   แล้วถ้ายังไม่แน่ใจว่าชอบแบบไหนล่ะ? แจกทริคหา Taste Note ที่ใช่สำหรับคุณ   สำหรับมือใหม่ที่เพิ่งก้าวเข้าสู่โลกของกาแฟดำ หรือใครที่ปกติสั่งแต่กาแฟนมแล้วอยากลองเปลี่ยนมาดื่มอเมริกาโนดูบ้าง แต่อ่านเช็กลิสต์แล้วก็ยังลังเล ไม่แน่ใจว่าลิ้นของตัวเองจะชอบความเข้มดุดันหรือความนุ่มนวลแบบสเปเชียลตี้... ไม่ต้องกังวลไป! การค้นหารสชาติกาแฟที่ชอบเป็นเรื่องสนุก และนี่คือ 3 สเต็ปง่ายๆ ที่จะช่วยให้คุณเจอ "แก้วที่ใช่"   1. เริ่มต้นจากกาแฟที่ดื่มง่ายที่สุด   หากกระโดดไปขมสุดหรือเปรี้ยวสุดเลยในแก้วแรก ลิ้นของคุณอาจจะตกใจจนพาลไม่ชอบกาแฟดำไปเลยก็ได้ แนะนำให้ไต่ระดับตามสูตรนี้   - ลองคั่วกลางก่อน: เริ่มต้นด้วยทางสายกลางที่มีความนุ่มนวล รสชาติกลมกล่อม ละมุนลิ้น ไม่ขมไหม้และไม่เปรี้ยวจี๊ด - ค่อยขยับไปคั่วเข้มหรือสเปเชียลตี้: หลังจากดื่มคั่วกลางจนชินแล้ว ลองถามตัวเองดูว่า “อยากได้ความเข้มสะใจมากกว่านี้ไหม?” ถ้าใช่... แก้วต่อไปให้ขยับไปสายคั่วเข้ม แต่ถ้าคุณรู้สึกว่า “อยากได้กลิ่นหอมแปลกใหม่ที่ซับซ้อนกว่านี้อีกหน่อย” ให้ลองขยับไปสายสเปเชียลตี้   2. ลองเปรียบเทียบกาแฟหลายระดับการคั่ว   วิธีที่จะทำให้เราเข้าใจรสชาติที่ตัวเองชอบได้เร็วที่สุด คือการทดลองแบบวิทยาศาสตร์เล็กๆ คล้ายการทำ Coffee Tasting   - ดื่มแบบเดียวกันแต่เปลี่ยนเมล็ด: ลองสั่งเมนูเดิม เช่น สั่ง "อเมริกาโนเย็นไม่หวาน" เหมือนกันทั้งสองวัน แต่วันแรกสั่งเป็นเมล็ดคั่วเข้มมาตรฐาน (อเมริกาโนปกติ) และวันที่สองสั่งเป็นเมล็ดคั่วกลางเกรดพิเศษ (ไทยริกาโน) - สังเกตความแตกต่างของกลิ่นและรสชาติ: ลองเปรียบเทียบดูว่า ระหว่างความขมเข้มบอดี้แน่นที่อบอวลหลังกลืนของแก้วแรก กับความนุ่มนวลชุ่มคอที่มีกลิ่นผลไม้จางๆ ของแก้วที่สอง ลิ้นของคุณตอบสนองและมีความสุขกับแก้วไหนมากกว่ากัน     3. เปิดใจให้กับเมล็ดกาแฟไทย   ลืมภาพจำเก่าๆ ที่ว่ากาแฟไทยมีแต่รสขมไหม้อย่างเดียวไปได้เลย เพราะในปัจจุบัน วงการกาแฟไทยพัฒนาไปไกลมากและมีความหลากหลายขึ้นอย่างน่าทึ่ง   - มีครบทุกโปรไฟล์รสชาติ: ตั้งแต่เมล็ดอาราบิก้าคั่วเข้มคลาสสิก บอดี้หนักแน่น ไปจนถึงเมล็ดกาแฟพิเศษ (Specialty Coffee) ที่เกษตรกรไทยหันมาพิถีพิถันตั้งแต่กระบวนการปลูก การบ่ม และการคั่วกลาง เพื่อให้ได้โน้ตรสชาติสไตล์ผลไม้ ดอกไม้ หรือช็อกโกแลตที่ไม่แพ้เมล็ดนอกเลยทีเดียว   สรุปทริคสั่งกาแฟพันธุ์ไทยสำหรับ "มือใหม่ยังไม่แน่ใจ"   ถ้าวันนี้เดินเข้าร้านกาแฟพันธุ์ไทยแล้วยังเลือกไม่ถูก แนะนำสูตรสำเร็จตามนี้เลย   - แก้วที่ 1 (ลองเชิง): สั่ง "คาปูชิโนเย็น" หรือ "ลาเต้เย็น" สำหรับมือใหม่ที่ยังไม่กล้าดื่มกาแฟดำล้วน การเริ่มต้นด้วยกาแฟนมถือเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ซึ่งเมนูเหล่านี้จะใช้ช็อตกาแฟที่เมื่อผสมผสานกับนมสดพาสเจอร์ไรส์แล้ว จะให้รสสัมผัสในระดับคั่วกลางค่อนเข้ม มีความสมดุล กลมกล่อม ละมุนละไม รสชาติเข้มกำลังดี ไม่ขมไหม้และเข้าถึงง่าย เป็นแก้วเริ่มต้นที่ดื่มเพลินได้ทุกวัน - แก้วที่ 2 (ถ้าชอบเข้ม): ขยับไปสั่ง "อเมริกาโนเย็น" (สูตรปกติของร้าน) หลังจากเริ่มคุ้นเคยกับรสชาติกาแฟในแก้วแรกแล้ว ถ้าคุณรู้สึกว่าอยากขยับมาลองกาแฟดำที่ให้ความกระปรี้กระเปร่าสะใจ แก้วนี้จะพาคุณไปสัมผัสเสน่ห์ของเมล็ดคั่วเข้ม แบบเต็มๆ โดดเด่นด้วยบอดี้ที่หนาแน่น หนักหน่วง ขมนำดุดัน ไร้รสเปรี้ยว ช่วยปลุกพลังให้ตื่นเต็มตาในวันที่เหนื่อยล้า - แก้วที่ 3 (เปิดโลกสายสเปเชียลตี้คั่วกลาง): ลอง "ไทยริกาโนเย็น ไม่หวาน (0%)" เมื่อลิ้นเริ่มเปิดรับกาแฟดำอย่างเต็มตัว ถึงเวลาเปิดประสบการณ์ขั้นสุดด้วยการดื่มกาแฟดำเกรดพิเศษแบบไม่เติมน้ำตาล เมนูนี้ใช้เมล็ดพรีเมียมระดับคั่วกลาง (Medium Roast) ที่จะทำให้คุณสนุกไปกับการค้นหา Character และมิติรสชาติธรรมชาติอันหลากหลาย ทั้งความหอมหวานฉ่ำชุ่มคอ และกลิ่นรสโทนผลไม้หรือช็อกโกแลต โดยไม่ต้องพึ่งไซรัปสักหยด   ค่อยๆ ลอง ค่อยๆ ชิมไปทีละแก้ว แล้วคุณจะพบว่าโลกของกาแฟดำสนุกและอร่อยกว่าที่คิดแน่นอน!   ตารางสรุปกาแฟคั่วเข้ม คั่วกลางค่อนเข้ม สเปเชียลตี้ต่างกันอย่างไร   ลักษณะ คั่วเข้ม คั่วกลางค่อนเข้ม สเปเชียลตี้คั่วกลาง รสสัมผัสหลัก - ขมนำ ดุดัน หนักหน่วง- ไม่มีรสเปรี้ยวเลย - กลมกล่อม ละมุนละไม- มีความขมที่นุ่มนวล - มีมิติหลากหลาย เปรี้ยวอมหวาน- ฉ่ำชุ่มคอตามธรรมชาติ เนื้อสัมผัส - หนาแน่น หนักหน่วงที่สุด- ได้ความรู้สึกเต็มรสกาแฟ - ปานกลางค่อนไปทางแน่น- ดื่มง่ายแต่ยังรู้ว่าเข้ม - บางเบาถึงปานกลาง- เน้นความลื่นคอ สดชื่น กลิ่นหอม - กลิ่นคั่วชัดเจน โทนดาร์กช็อกโกแลต- คาราเมลไหม้ หรือควันจางๆ - กลิ่นกาแฟคั่วหอมนุ่ม โทนถั่วคั่ว- หรือช็อกโกแลตนม - กลิ่นธรรมชาติชัดเจน โทนผลไม้- สายดอกไม้ หรือดาร์กโกโก้ สไตล์คุณ...ที่ใช่ - ชอบกาแฟรสเข้มสะใจ- ต้องการพลังงานปลุกให้ตื่นทันที- ไม่ชอบกาแฟติดเปรี้ยวเลย - ชอบความสมดุล ไม่เข้มหรือไม่หย่อนไป- ดื่มได้ทุกวัน เป็น Daily แก้วโปรด- เน้นความคุ้นเคยและเข้าถึงง่าย - สนใจสายพันธุ์/แหล่งปลูกกาแฟ- ชอบค้นหากลิ่นรสใหม่ๆ- ดื่มกาแฟดำล้วนไม่เติมน้ำตาล   บทสรุป: ไม่มีระดับการคั่วที่ดีที่สุด มีแต่ระดับที่เหมาะกับคุณที่สุด   ไม่ว่าคุณจะเป็นสายคั่วเข้มที่ชอบรสชาติกาแฟหนักแน่น สายคั่วกลางค่อนเข้มที่หลงรักความสมดุล หรือสายสเปเชียลตี้คั่วกลางที่ชื่นชอบการค้นหารสชาติใหม่ ๆ ทุกระดับการคั่วล้วนมีเอกลักษณ์และเสน่ห์ในแบบของตัวเอง   การเลือกกาแฟที่ใช่จึงไม่จำเป็นต้องตามกระแสหรือยึดติดกับคำว่า "ดีที่สุด" แต่ควรเริ่มจากการทำความรู้จักรสชาติที่ตัวเองชอบ แล้วค่อย ๆ เปิดใจลองกาแฟในรูปแบบต่าง ๆ เพราะบางครั้งกาแฟแก้วโปรดของคุณอาจเป็นรสชาติที่ยังไม่เคยลองมาก่อน   ท้ายที่สุดแล้ว ความสุขของการดื่มกาแฟไม่ได้อยู่ที่ระดับการคั่ว แต่อยู่ที่การได้พบกาแฟแก้วที่ถูกใจ และทำให้ทุกช่วงเวลาของวันพิเศษขึ้นในแบบที่เป็นคุณ     คำถามพบบ่อยเกี่ยวกับกาแฟคั่วเข้ม คั่วกลางค่อนข้างเข้ม สเปเชียลตี้   Q: มือใหม่ควรเริ่มดื่มกาแฟคั่วระดับไหน? A: สำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มดื่มกาแฟ กาแฟคั่วกลางค่อนเข้มมักเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เพราะมีรสชาติกลมกล่อม ดื่มง่าย และไม่ขมจนเกินไป ช่วยให้คุ้นเคยกับรสชาติของกาแฟได้ง่ายกว่าการเริ่มจากกาแฟคั่วเข้มหรือกาแฟสเปเชียลตี้ที่มีคาแรกเตอร์เฉพาะตัวมากกว่า   Q: กาแฟคั่วเข้มมีคาเฟอีนมากกว่ากาแฟคั่วกลางหรือไม่? A: หลายคนเข้าใจว่ากาแฟคั่วเข้มมีคาเฟอีนมากกว่า แต่ในความเป็นจริง ปริมาณคาเฟอีนของกาแฟแต่ละระดับการคั่วไม่ได้แตกต่างกันมากนัก ความแตกต่างที่สัมผัสได้ชัดเจนกว่าคือรสชาติ กลิ่น และความเข้มข้นของกาแฟ   Q: กาแฟสเปเชียลตี้คืออะไร? A: Specialty Coffee หรือกาแฟสเปเชียลตี้ คือกาแฟคุณภาพสูงที่ผ่านการดูแลอย่างพิถีพิถันตั้งแต่แหล่งปลูก การเก็บเกี่ยว การแปรรูป ไปจนถึงการคั่วและการชง เพื่อดึงเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเมล็ดกาแฟออกมาให้ได้มากที่สุด   Q: ทำไมกาแฟสเปเชียลตี้ถึงได้รับความนิยมมากขึ้น? A: ผู้บริโภคยุคใหม่เริ่มให้ความสำคัญกับที่มาของวัตถุดิบและประสบการณ์การดื่มมากขึ้น กาแฟสเปเชียลตี้จึงได้รับความนิยม เพราะสามารถสะท้อนเอกลักษณ์ของแหล่งปลูก สายพันธุ์ และกระบวนการผลิตได้อย่างชัดเจน ทำให้การดื่มกาแฟมีความหลากหลายและน่าสนใจยิ่งขึ้น   Q: คนที่ชอบอเมริกาโนเหมาะกับกาแฟคั่วระดับไหน? A: อเมริกาโนสามารถใช้ได้กับเมล็ดกาแฟหลายระดับการคั่ว ขึ้นอยู่กับรสชาติที่ชื่นชอบ หากชอบรสชาติเข้มข้นและชัดเจน อาจเหมาะกับกาแฟคั่วเข้ม แต่หากต้องการความสมดุลและดื่มง่าย กาแฟคั่วกลางค่อนเข้มมักเป็นตัวเลือกที่ได้รับความนิยมมากที่สุด   Q: จะรู้ได้อย่างไรว่าตัวเองชอบกาแฟคั่วแบบไหน? A: วิธีที่ดีที่สุดคือการลองดื่มกาแฟจากหลายระดับการคั่วและสังเกตว่าชอบรสชาติแบบใดมากที่สุด บางคนชอบความเข้มข้นของกาแฟคั่วเข้ม บางคนชอบความสมดุลของคั่วกลางค่อนเข้ม ขณะที่บางคนอาจหลงใหลในกลิ่นและรสชาติที่ซับซ้อนของกาแฟสเปเชียลตี้   Q: ระดับการคั่วที่ดีที่สุดคือระดับไหน? A: ไม่มีระดับการคั่วใดที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน เพราะรสนิยมในการดื่มกาแฟเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล สิ่งสำคัญคือการค้นหาระดับการคั่วที่เหมาะกับรสชาติและไลฟ์สไตล์ของตัวเองมากที่สุด   อ้างอิง: - คอกาแฟต้องรู้ ! กาแฟคั่วเข้ม คั่วกลาง คั่วอ่อน ต่างกันอย่างไร - กาแฟคั่วเข้ม คั่วกลาง คั่วอ่อน ต่างกันอย่างไร | Nespresso Thailand - เจาะลึกความต่าง กาแฟคั่วอ่อน คั่วเข้ม คั่วกลาง แยกชัดฉบับมือโปร    
อ่านต่อ
ไม่ได้มีดีแค่น้ำมัน! ส่อง Partner Program สุดปังจาก Max Card ที่สายกิน-เที่ยว-ช้อป ต้องร้องว้าว
ไม่ได้มีดีแค่น้ำมัน! ส่อง Partner Program สุดปังจาก Max Card ที่สายกิน-เที่ยว-ช้อป ต้องร้องว้าว   หลายคนรู้จัก PT Max Card ในฐานะบัตรสะสมแต้มสำหรับเติมน้ำมันที่ปั๊ม PT แต่จริง ๆ แล้วสิทธิประโยชน์ของ Max Card ไปไกลกว่านั้นมาก! ด้วยเครือข่ายพันธมิตรที่แข็งแกร่งอย่าง Partner Program สมาชิกสามารถนำแต้มไปแลกส่วนลด รับโปรโมชันสุดพิเศษ และรับสิทธิประโยชน์จากแบรนด์ชั้นนำมากมาย ครอบคลุมทั้งสายกิน สายเที่ยว สายช้อป และทุกไลฟ์สไตล์ในชีวิตประจำวัน จนพูดได้เต็มปากว่า "มีบัตรใบเดียว คุ้มจบทุกที่ ไม่ใช่แค่ในปั๊ม"   จากบัตรสะสมแต้มน้ำมันในสถานีบริการ สู่การเป็น "ระบบนิเวศไลฟ์สไตล์ดิจิทัลแบบครบวงจร" ที่ทรงพลังที่สุดยุคนี้! ปัจจุบันกลุ่มบริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG ได้ยกระดับสถาปัตยกรรมระบบการจัดการความสัมพันธ์ลูกค้า (CRM) ผ่านแบรนด์ "Max Card" และแอปพลิเคชัน "Max Me" จนสามารถเข้าถึงและครอบคลุมฐานผู้ใช้บริการมากกว่า 17 ล้านคนทั่วประเทศไทย   หัวใจสำคัญเชื่อมโยงผ่านกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (Max Me Wallet) และระบบ Max Me Shop ที่เปิดโอกาสให้ร้านค้าชุมชนและธุรกิจรายย่อยสามารถนำกลไกการสะสมหรือแลกคะแนน Max Point เป็นส่วนลดแทนเงินสดได้ เกิดเป็นกลยุทธ์การเติบโตร่วมกันระหว่างแบรนด์ใหญ่และผู้ค้าท้องถิ่นอย่างยั่งยืน     ทำความรู้จัก Max Card ให้มากกว่าที่เคยรู้ ไม่ได้มีไว้แค่สะสมแต้มเติมน้ำมัน   Max Card คืออะไร?   บัตรสมาชิกแมกซ์การ์ด (Max Card) คือ บัตรสะสมคะแนน (Max Point) ที่ออกแบบมาเพื่อเปลี่ยนทุกการใช้จ่ายของคุณให้กลายเป็นความคุ้มค่า ไม่ว่าจะเป็นการเติมน้ำมันที่สถานีบริการน้ำมัน PT หรือการเลือกซื้อสินค้าและบริการจากร้านค้าพันธมิตรที่ร่วมรายการ โดยมีสิทธิประโยชน์หลัก ๆ ที่ขาช้อปสายกินต้องเลิฟ ดังนี้ครับ:   - แลกแต้มแทนเงินสดและรับสิทธิ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ: คะแนนสะสม Max Point สามารถนำไปใช้แทนเงินสด แลกรับของรางวัล หรือเปลี่ยนเป็นส่วนลดพิเศษจากแบรนด์ชั้นนำมากมาย ครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์ทั้งร้านอาหารชื่อดัง โรงภาพยนตร์ และโรงแรมชั้นนำ   - เครือข่ายพันธมิตรที่หลากหลาย: ไม่ใช่แค่ในปั๊มน้ำมัน PT หรือปั๊มแก๊ส LPG PT เท่านั้น แต่คุณยังสามารถเดินเข้าไปสะสมแต้มและรับสิทธิ์ฟิน ๆ ได้จากร้านค้าในเครืออีกเพียบ เช่น กาแฟพันธุ์ไทย, กาแฟ Coffee World, ศูนย์บริการรถยนต์ Autobacs และร้านสะดวกซื้อ Max Mart   - ฟีเจอร์โอนแต้มได้อย่างอิสระ: เพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้งานด้วยระบบที่สามารถโอนคะแนนสะสม Max Point ให้กันระหว่างสมาชิก หรือจะโอนย้ายแต้มไปยังบัตรสะสมคะแนนของแบรนด์อื่น ๆ ที่ร่วมโครงการก็ทำได้ง่าย ๆ   เจาะลึกประเภทบัตร Max Card: แบบไหนที่ใช่สำหรับคุณ?   เพื่อให้ตอบโจทย์พฤติกรรมการใช้งานที่แตกต่าง บัตร Max Card จึงถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ๆ ได้แก่   - Max Card (บัตรสีเขียว / ระดับทั่วไป): สมัครฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย เน้นตอบโจทย์สายสะสมแต้มแบบสบาย ๆ (เช่น เติมน้ำมันทุก 1 ลิตร รับทันที 1 แต้ม) เพื่อเก็บรวบรวมคะแนนไปแลกเป็นของรางวัลหรือส่วนลดในชีวิตประจำวัน   - Max Card Plus (บัตรสีแดง / ระดับพรีเมียม): บัตรสมาชิกแบบรายปี (ค่าธรรมเนียมประมาณ 599 บาท/ปี) ที่คัดสรรมาเพื่อมอบสิทธิประโยชน์แบบจัดเต็มขั้นสุด เหมาะมากสำหรับคนที่เดินทางบ่อย เพราะให้ส่วนลดค่าน้ำมันแบบเน้น ๆ รวมถึงส่วนลดเครื่องดื่มที่ร้านกาแฟพันธุ์ไทย และสิทธิพิเศษอื่น ๆ อีกมากมายที่คุ้มค่าเกินราคาบัตรแน่นอนครับ   ทริกควรรู้: ทุกวันนี้คุณไม่จำเป็นต้องพกบัตรพลาสติกให้หนักกระเป๋าอีกต่อไปแล้วครับ แค่ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน Max Me ติดมือถือไว้ ก็สามารถเช็กคะแนน ค้นหาดีลส่วนลดล่าสุด และกดรับสิทธิพิเศษหน้าร้านได้อย่างสะดวกสบายและรวดเร็วในแอปเดียว!   ทำไม Partner Program ถึงเป็นหนึ่งในจุดเด่นของ Max Card?   ขยายความคุ้มค่านอกสถานีบริการ   ถ้าคุณคิดว่าแต้ม Max Card จะใช้ได้แค่ตอนวนรถเข้าปั๊มน้ำมัน... คุณกำลังพลาดของดีครับ! เพราะจุดเด่นที่ทำให้ Max Card แตกต่างและทรงพลังมากในปัจจุบันคือการ "ก้าวข้ามสถานีบริการ" ออกมาอยู่รอบตัวคุณในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าวันนั้นคุณจะไม่ได้เอารถออกจากบ้านเลยก็ตาม   ใช้ได้กับไลฟ์สไตล์หลากหลายรูปแบบ   ไม่ว่าคุณจะเป็นสายคาเฟ่ฮอปปิ้ง ชอบทานอาหารนอกบ้าน นักช้อปออนไลน์ หรือสายท่องเที่ยวลุยทริปต่างจังหวัด แต้มและสิทธิ์ของ Max Card สามารถเชื่อมโยงเข้ากับพฤติกรรมของคุณได้ทั้งหมด ช่วยเซฟเงินในกระเป๋าและเพิ่มความสนุกในการใช้ชีวิตได้ในทุก ๆ วัน   Partner Program คืออะไร?   สิทธิประโยชน์ที่เกิดจากความร่วมมือระหว่าง PT และแบรนด์ชั้นนำ   Partner Program คือโปรแกรมความร่วมมือครั้งใหญ่ระหว่าง PT กับพันธมิตรทางธุรกิจระดับประเทศ ตั้งแต่เครือร้านอาหารชื่อดัง โรงแรม โรงภาพยนตร์ ประกันภัย ไปจนถึงแพลตฟอร์มช้อปปิ้งออนไลน์ชั้นนำ เพื่อให้สมาชิก Max Card สามารถนำ "คะแนนสะสม" ไปแลกสิทธิ์ หรือใช้ "สถานะสมาชิก" ไปรับส่วนลดพิเศษจากร้านค้าเหล่านั้นได้โดยตรง   ต่างจากการสะสมแต้มทั่วไปอย่างไร?   บัตรสะสมแต้มทั่วไปมักจะจำกัดให้คุณใช้แต้มซื้อได้เฉพาะสินค้าของแบรนด์นั้น ๆ แต่ Partner Program ของ Max Card ทลายกำแพงนั้นลง ทำให้แต้มของคุณมีค่าเหมือน "สกุลเงินไลฟ์สไตล์สากล" ที่สามารถนำไปแลกเปลี่ยนเป็นความสุขรูปแบบต่าง ๆ ได้อย่างไร้ขีดจำกัด   ใช้งานผ่านช่องทางไหนได้บ้าง?   - แอปพลิเคชัน Max Me: ช่องทางที่สะดวกที่สุด! เป็นแอปพลิเคชันรวมทุกบริการไลฟ์สไตล์และกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (E-Wallet) ให้คุณกดแลกแต้ม รับดีลส่วนลด สแกนจ่ายเงิน และเช็กสิทธิพิเศษได้แบบเรียลไทม์   - เว็บไซต์ Max Card: สำหรับเช็กรายละเอียดโปรโมชัน ค้นหาพาร์ตเนอร์ที่ร่วมรายการ และจัดการข้อมูลสมาชิก   - หน้าร้านพาร์ตเนอร์ที่ร่วมรายการ: บางร้านค้าพาร์ตเนอร์ คุณสามารถกดรหัสเพื่อรับสิทธิ์ หรือแจ้งเบอร์โทรศัพท์ที่ผูกกับบัตร Max Card หน้าเคาน์เตอร์เพื่อรับส่วนลดหรือสะสมแต้มได้ทันที     เปิดสูตรลับการสะสมแต้ม Max Point ให้คุ้มค่าที่สุด   ก่อนจะไปส่องดีลพันธมิตรสุดปัง มาทำความเข้าใจโครงสร้างอัตราการสะสมคะแนนแบบเป็นระบบ เพื่อวางแผนสะสมแต้มไปแลกของรางวัลมูลค่าสูงกันก่อน โดยคะแนนสะสมทั้งหมดจะมีอายุการใช้งานยาวนานถึง 3 ปี นับจากรอบปีที่ทำธุรกรรม   - สถานีบริการน้ำมัน PT: เติมน้ำมันทุก 1 ลิตร = รับ 1 คะแนน   - สถานีบริการแก๊ส LPG PT: เติมแก๊สทุก 2 ลิตร = รับ 1 คะแนน   - ร้านค้าในเครือ (พันธุ์ไทย, Coffee World, Max Mart, Autobacs): ยอดใช้จ่ายทุก 20 บาท = รับ 1 คะแนน   เปิดลิสต์ Partner Program จาก Max Card ที่สายกิน เที่ยว ช้อป ต้องรู้     1. อิ่มฟินทุกมื้อเด็ด ร้านดัง เดลิเวอรีลดจัดเต็ม   เพราะอาหารและเครื่องดื่มเป็นสิ่งที่อยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คนมากที่สุด Max Card จึงต่อยอดความคุ้มค่าให้มากกว่าการเติมน้ำมัน ด้วยการจับมือกับแบรนด์ในเครือ PT รวมถึงร้านอาหาร ฟาสต์ฟู้ด และแพลตฟอร์มเดลิเวอรีชั้นนำ เพื่อมอบส่วนลดและสิทธิพิเศษที่ใช้งานได้จริงในทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกทั่วไปหรือสมาชิก Max Card Plus ก็สามารถเพลิดเพลินกับความคุ้มค่าได้ในหลากหลายไลฟ์สไตล์   ตารางสิทธิประโยชน์กลุ่มสายกิน   แบรนด์พันธมิตร เงื่อนไขการใช้คะแนนสะสม / บัตรสมาชิก รายละเอียดส่วนลดและสิทธิประโยชน์ที่ได้รับ รูปแบบของสิทธิ์และเงื่อนไขเฉพาะ กาแฟพันธุ์ไทย ใช้ 350 คะแนน หรือสิทธิ์บัตรพรีเมียม Max Card Plus แลกเครื่องดื่มร้อนหรือเย็นฟรี 1 แก้ว หรือรับส่วนลด 15 บาทต่อแก้ว (โควตา 20-50 แก้ว/เดือน สำหรับบัตร Plus) สามารถใช้สิทธิ์เดือนเกิดเพื่อรับท็อปปิ้งฟรีมูลค่าสูงสุด 30 บาท Coffee World ใช้ 600 คะแนน แลกรับเมนู Classic Waffle ฟรี 1 ที่ สิทธิ์มีอายุตามช่วงเวลาแคมเปญที่ระบุในแอปพลิเคชัน McDonald's ใช้ 300 คะแนน หรือสิทธิ์จากแพ็กเกจบัตร Plus ส่วนลด 50 บาทเมื่อสั่งอาหารทุกเมนู หรือซื้อเครื่องดื่มเมนูพิเศษในราคาเพียง 65 บาท จำกัดสิทธิ์ต่อเดือนตามข้อกำหนดในแพ็กเกจ Mister Donut สิทธิ์สมาชิกรายปี Max Card Plus แลกซื้อโดนัท 5 ชิ้นได้ในราคาพิเศษเพียง 99 บาท (ราคาปกติ 27, 29, 31 บาท) ประหยัดได้สูงสุดถึง 56 บาทจากราคาปกติ 155 บาท (โควตา 4-12 สิทธิ์ต่อรอบอายุบัตร) Shopee Food สิทธิ์เฉพาะสมาชิกบัตรพรีเมียม Max Card Plus ส่วนลดค่าอาหาร 30% มูลค่าสูงสุดไม่เกิน 55 บาท เมื่อมียอดสั่งซื้อขั้นต่ำ 180 บาทขึ้นไป ไม่รวมค่าจัดส่งสินค้าและไม่สามารถใช้ร่วมกับโปรโมชันอื่นได้ Foodpanda ใช้ 400 คะแนน รับส่วนลดมูลค่า 50 บาท เมื่อมียอดสั่งอาหารและบริการขั้นต่ำ 100 บาทขึ้นไป จำกัดโควตาสิทธิ์ต่อช่วงเวลาการจัดแคมเปญ Kamu Kamu ใช้ 250 คะแนน รับโค้ดส่วนลด (E-Code) มูลค่า 30 บาท สำหรับสั่งซื้อเครื่องดื่มทุกเมนู ใช้ได้เฉพาะ ณ สาขาที่ร่วมโครงการตามเงื่อนไข Getfresh ใช้ 100 คะแนน ส่วนลดค่าอาหารและเครื่องดื่มมูลค่า 50 บาท โดยไม่มีการกำหนดเพดานยอดสั่งซื้อขั้นต่ำ สามารถใช้ได้ทันที ณ ร้าน getfresh ทุกสาขาทั่วประเทศ Shu Daxia สิทธิ์เฉพาะสมาชิกบัตรพรีเมียม Max Card Plus รับส่วนลดค่าอาหารทันที 10% เมื่อแสดงสถานะบัตร Plus ณ ร้านอาหาร สิทธิประโยชน์มีผลตลอดช่วงอายุบัตรพรีเมียม ตู้เต่าบิน สะสม E-Stamp บนแอปพลิเคชันจำนวน 15 ดวง แลกรับส่วนลดทันทีมูลค่า 20 บาท สำหรับหยอดตู้ซื้อเครื่องดื่มทุกเมนู ใช้สิทธิ์ผ่านการกดรับรหัสทางหน้าจอโทรศัพท์มือถือ     2. พักผ่อนสุดคุ้ม ลัดฟ้าอย่างพรีเมียม   นอกจากสิทธิประโยชน์ด้านการกินแล้ว Max Card ยังขยายความคุ้มค่าไปสู่เรื่องการท่องเที่ยว ความบันเทิง และไลฟ์สไตล์ในชีวิตประจำวัน เพื่อสะท้อนแนวคิดของ PTG ที่ต้องการเป็นมากกว่าสถานีบริการน้ำมัน แต่เป็นผู้ช่วยที่อยู่เคียงข้างทุกการเดินทางของลูกค้า   หนึ่งในสิทธิประโยชน์ที่น่าสนใจคือความร่วมมือกับ Safari World ที่เปิดโอกาสให้สมาชิกนำคะแนนสะสมมาแลกรับสิทธิพิเศษในการซื้อบัตรสมาชิกในราคาสุดคุ้ม ช่วยลดค่าใช้จ่ายสำหรับครอบครัวที่ชื่นชอบกิจกรรมท่องเที่ยวและการพักผ่อนในช่วงวันหยุดได้อย่างมาก   ขณะเดียวกัน แอป Max Me ยังรวบรวมบริการที่ช่วยอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวันไว้อย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็นบริการจองและเช่ารถ บริการช่วยเหลือฉุกเฉินด้านยานยนต์และจัดส่งน้ำมันผ่าน Max Service รวมถึงบริการด้านไลฟ์สไตล์อื่น ๆ ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตยุคใหม่ ทำให้ Max Card กลายเป็นมากกว่าบัตรสะสมแต้ม แต่เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่เพิ่มความสะดวกและความคุ้มค่าให้กับทุกวันของสมาชิก   ตารางสิทธิประโยชน์กลุ่มสายเที่ยวและเดินทาง   แบรนด์พันธมิตร เงื่อนไขการใช้คะแนนสะสม / บัตรสมาชิก รายละเอียดส่วนลดและสิทธิประโยชน์ที่ได้รับ รูปแบบของสิทธิ์และเงื่อนไขเฉพาะ ซาฟารี เวิลด์ ใช้ 50 คะแนน หรือ 190 คะแนน (ตามแคมเปญ) สิทธิ์ซื้อบัตรสมาชิกราย 3 ปีเพื่อเข้าชม 2 โซนไม่จำกัดรอบ ในราคาลดพิเศษเหลือเพียง 590 บาท บัตรสมาชิก 1 ใบใช้ได้ต่อ 1 ท่าน และจำกัดเฉพาะเจ้าของบัตรที่ระบุตัวตน Miracle Lounge ใช้คะแนนสะสม 1,200 คะแนน หรือสิทธิ์บัตร Plus สิทธิ์เข้าใช้บริการเลานจ์สนามบินฟรี หรือรับส่วนลดค่าบริการห้องพักรับรองพิเศษ 10-20% สูงสุด 2 สิทธิ์ต่อรอบอายุบัตรพรีเมียม Max Card Plus Coral Executive Lounge ใช้คะแนนสะสม 1,200 คะแนน รับสิทธิ์เข้าใช้บริการ Coral Executive Lounge ฟรี ณ ท่าอากาศยานที่ร่วมโครงการ ต้องทำรายการแลกสิทธิ์ล่วงหน้าและระบุตัวตนผู้ใช้ วรบุระ หัวหิน รีสอร์ท แอนด์ สปา ใช้คะแนนสะสม 100 คะแนน ส่วนลดค่าห้องพักทันที 30% สำหรับห้องพักทุกประเภทภายในรีสอร์ท ไม่สามารถใช้ร่วมกับราคาโปรโมชันอื่นบนหน้าเว็บไซต์หลักได้ AT T Boutique Hotel ใช้คะแนนสะสม 100 คะแนน ส่วนลดค่าห้องพักทันที 20% สำหรับห้องพักทุกประเภท ต้องจองที่พักล่วงหน้าโดยตรงกับทางโรงแรมพันธมิตร โรงแรม เอเชีย แอร์พอร์ท ใช้คะแนนสะสม 50 คะแนน ส่วนลดค่าห้องพักมูลค่า 100 บาทต่อคืน พร้อมส่วนลดห้องอาหารเมนู Set Lunch จองสิทธิ์ผ่านระบบโทรศัพท์หรือเคาน์เตอร์เช็คอินโรงแรม โรงแรมอโยธยา ริเวอร์ไซด์ ใช้คะแนนสะสม 100 คะแนน ส่วนลดค่าห้องพักทันที 10% สำหรับห้องพักประเภท Superior Room สิทธิ์จำกัดตามเงื่อนไขวันหยุดและเทศกาลท่องเที่ยว Sawasdee Siam Pattaya ใช้คะแนนสะสม 100 คะแนน ส่วนลดค่าห้องพักทันที 10% สำหรับห้องพักประเภท Superior Room สงวนสิทธิ์ในการแก้ไขสิทธิ์หากห้องพักเต็มในช่วงพีก SF Cinema สิทธิ์สมาชิกรายปี Max Card Plus ซื้อบัตรชมภาพยนตร์ประเภทที่นั่ง Deluxe ในระบบปกติ รับสิทธิ์ซื้อ 1 แถม 1 ทันที จำกัดจำนวนสิทธิ์และต้องกดรหัสเพื่อรับสิทธิ์ ณ จุดจำหน่ายตั๋ว Major Cineplex ใช้แต้มสะสมเริ่มต้น 345 - 490 แต้ม หรือรับสิทธิ์บัตร Plus แลกตั๋วหนังฟรี 1 ที่นั่ง (ใช้ 490 แต้ม) หรือรับฟรีชุด Combo Set (ใช้ 345 แต้ม) และสิทธิ์บัตร Plus ซื้อ Combo Set ราคาพิเศษ 99 บาท คะแนนที่หักไม่สามารถขอคืนหรือยกเลิกสิทธิ์ได้ทุกกรณี MonoMax ใช้คะแนนสะสม 400 คะแนน รับรหัสเติมเงิน (E-Code) ดูภาพยนตร์และซีรีส์ฟรีเป็นระยะเวลา 7 วันเต็ม รหัส E-Code มีวันหมดอายุและต้องเปิดใช้งานตามกำหนดเวลา ดวง360 (ผ่านแอป Max Me) ใช้ 99 คะแนนสะสม หรือสิทธิ์ตามสถานะบัตร Plus แลกรับสิทธิ์ดูดวงออนไลน์ 15 นาทีในราคาเพียง 59 บาท (ปกติ 199 บาท) หรือส่วนลด 30% สูงสุด 300 บาทสำหรับบริการ 30 นาที บริการให้คำปรึกษาดวงชะตาผ่านผู้เชี่ยวชาญบนระบบออนไลน์     สายช้อปต้องเลิฟ สายสุขภาพต้องเซฟ! รวมดีลเด็ดที่ใช้ได้จริง   Max Card ไม่ได้มอบสิทธิประโยชน์เฉพาะเรื่องการเดินทางหรือการเติมน้ำมันเท่านั้น แต่ยังขยายความคุ้มค่าไปสู่การใช้ชีวิตในหลากหลายมิติ ทั้งการช้อปปิ้ง แฟชั่น ความงาม ของใช้ภายในบ้าน บริการดูแลรถยนต์ ไปจนถึงการดูแลสุขภาพ ซึ่งล้วนเป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเป็นประจำในชีวิตประจำวันของหลายคน   หนึ่งในไฮไลต์ที่ได้รับความสนใจคือความร่วมมือกับโรงพยาบาลชั้นนำ ที่เปิดโอกาสให้สมาชิกนำคะแนนสะสมมาแลกรับสิทธิพิเศษด้านการตรวจสุขภาพในราคาที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ช่วยให้การดูแลสุขภาพเชิงป้องกันไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป และยังเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นว่าแต้มสะสมสามารถนำมาต่อยอดเป็นความคุ้มค่าได้มากกว่าที่หลายคนคิด   นอกจากนี้ สมาชิกยังสามารถติดตามสิทธิประโยชน์จากพาร์ตเนอร์ในหมวดไลฟ์สไตล์อื่น ๆ ได้อย่างต่อเนื่องผ่านแอป Max Me ไม่ว่าจะเป็นโปรโมชันด้านช้อปปิ้ง ความงาม บริการต่าง ๆ หรือแคมเปญพิเศษตามช่วงเวลา ช่วยให้ทุกการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันมีโอกาสได้รับความคุ้มค่ากลับคืนมาเสมอ   อีกหนึ่งความพิเศษที่สะท้อนแนวคิดการเติบโตไปพร้อมกับสังคม คือการเปิดโอกาสให้สมาชิกนำคะแนนสะสมไปใช้เพื่อสนับสนุนกิจกรรมเพื่อสังคมและองค์กรการกุศลต่าง ๆ ได้ ทำให้แต้มทุกคะแนนไม่ได้สร้างประโยชน์ให้กับตัวผู้ถือบัตรเพียงอย่างเดียว แต่ยังสามารถส่งต่อคุณค่าไปยังผู้คนและชุมชนได้อีกด้วย   ตารางสิทธิประโยชน์กลุ่มสายช้อปปิ้ง ไลฟ์สไตล์ และสุขภาพ   แบรนด์พันธมิตร เงื่อนไขการใช้คะแนนสะสม / บัตรสมาชิก รายละเอียดส่วนลดและสิทธิประโยชน์ที่ได้รับ รูปแบบของสิทธิ์และเงื่อนไขเฉพาะ Lazada สิทธิ์สมาชิกรายปี Max Card Plus ส่วนลดมูลค่า 50 บาท โดยไม่มีการกำหนดเพดานยอดซื้อขั้นต่ำสำหรับการซื้อสินค้าในแอป ใช้ได้กับทุกตะกร้าและไม่จำกัดประเภทร้านค้า (โควตา 4-12 สิทธิ์ต่อรอบอายุบัตร) Grab สิทธิ์สมาชิกรายปี Max Card Plus ส่วนลดมูลค่า 50 บาท โดยไม่มีการกำหนดเพดานยอดใช้บริการขั้นต่ำบนแอปพลิเคชัน ใช้ได้ทั้งบริการเรียกรถเดินทางและบริการเดลิเวอรี (โควตา 4-12 สิทธิ์ต่อรอบอายุบัตร) Big C (ผ่าน Max Me) สำหรับผู้ใช้บริการสั่งซื้อตามเงื่อนไขแคมเปญแรกเข้า ส่วนลด 100 บาทสำหรับการซื้อสินค้าครั้งแรกครบ 800 บาทขึ้นไป หรือ ส่วนลด 200 บาทเมื่อช้อปครบ 2,000 บาทขึ้นไป รหัสคูปองจำกัด 1 สิทธิ์ต่อคนและไม่นับยอดรวมในรถเข็นก่อนเลือกประเภทจัดส่ง Tops Online ใช้คะแนนสะสม 100 คะแนน รับส่วนลดมูลค่า 80 บาท เมื่อช้อปสินค้าครบ 1,000 บาทต่อใบเสร็จ คูปองใช้งานได้เฉพาะกับการสั่งซื้อออนไลน์ตามอายุแคมเปญ Skechers ใช้คะแนนสะสม 200 คะแนน รับส่วนลดมูลค่า 200 บาท เมื่อซื้อรองเท้าและอุปกรณ์สินค้า Skechers ครบ 3,500 บาทขึ้นไป ยกเว้นสินค้าในกลุ่ม New Collaboration และใช้สิทธิ์ได้เฉพาะสาขาที่กำหนด ไทวัสดุ และ บีเอ็นบี โฮม ใช้คะแนนสะสม 50 หรือ 90 คะแนน ส่วนลด 100 บาทเมื่อใช้จ่ายครบ 3,000 บาท หรือ ส่วนลด 200 บาทเมื่อใช้จ่ายครบ 5,000 บาทต่อใบเสร็จ จำกัดสิทธิ์ต่อใบเสร็จ/เซลล์สลิป และไม่นับรวมสินค้าประเภทโครงสร้างบางตัว โรงพยาบาลพญาไท และ เปาโล พหลโยธิน ใช้ 200 คะแนน (ทั่วไป) หรือใช้เพียง 100 คะแนน (ระดับ Prestige) แลกสิทธิ์ซื้อแพ็กเกจตรวจสุขภาพ 14 รายการในราคาเพียง 1,990 บาท (จากปกติ 7,900 บาท) สิทธิพิเศษช่วยลดภาระค่ารักษาพยาบาลและการตรวจคัดกรองประจำปี คลินิกทันตกรรมฟอกสีฟัน (Cool Light) ใช้คะแนนสะสม 50 คะแนน สิทธิ์ใช้บริการฟอกสีฟัน Cool Light ในราคาพิเศษเพียง 2,799 บาท จากราคาปกติ 4,900 บาท ต้องโทรศัพท์นัดหมายล่วงหน้ากับทางคลินิกพันธมิตรที่ร่วมรายการ Fitlink Sports Club ใช้ 200 คะแนน (ทั่วไป) หรือใช้เพียง 100 คะแนน (ระดับ Prestige) รับสิทธิ์เข้าใช้บริการสถานออกกำลังกาย (ฟิตเนส) ฟรีจำนวน 15 ครั้ง ภายในระยะเวลา 1 เดือน สำหรับสิทธิ์เข้าใช้บริการเพื่อรักษาสุขภาพทางกายและกล้ามเนื้อ LaundryBar สิทธิ์สมาชิกรายปี Max Card Plus รับบริการซักผ้าฟรีจำนวน 4 Tokens (เทียบเท่ามูลค่ารวม 40 บาทต่อครั้ง) ใช้บริการเพื่อความสะดวกรวดเร็วตามสาขาร้านซักผ้าสะดวกซัก (โควตา 4-12 สิทธิ์ต่อรอบอายุบัตร) SmartFix (Fix 4 Home) ใช้คะแนนสะสม 100 คะแนน สิทธิ์เข้าใช้บริการล้างเครื่องปรับอากาศหรือเครื่องซักผ้า พร้อมส่วนลดสูงสุดกว่า 400 บาท จองบริการผ่านช่องทางแอปพลิเคชัน Smartfixs Whoscall Premium สิทธิ์สมาชิกรายปี Max Card Plus สิทธิ์ใช้งานแอปพลิเคชัน Whoscall ระดับ Premium ฟรีเป็นระยะเวลา 3 เดือน (มูลค่า 177 บาท) สิทธิ์ช่วยคัดกรองเบอร์โทรศัพท์และสแกนข้อความสแปมเพื่อความปลอดภัย (โควตา 1-4 สิทธิ์ต่อรอบอายุบัตร) มูลนิธิ ซี.ซี.เอฟ. เพื่อเด็กและเยาวชนฯ ใช้คะแนนสะสมทุก 100 คะแนน แทนเงินบริจาคมูลค่า 10 บาท เพื่อร่วมสมทบทุนช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กด้อยโอกาส เป็นโครงการเชื่อมโยงกิจกรรมความภักดีเข้ากับการตอบแทนประโยชน์คืนแก่สังคม   หมายเหตุ: สิทธิประโยชน์ โปรโมชัน และเงื่อนไขการแลกรับสิทธิ์จากพาร์ตเนอร์อาจมีการเปลี่ยนแปลงตามช่วงเวลา โดยสมาชิกสามารถตรวจสอบรายละเอียดล่าสุดได้ที่เว็บไซต์ Max Card Online, แอปพลิเคชัน Max Me และ Facebook Page PT Station ก่อนใช้สิทธิ์ทุกครั้ง เพื่อรับข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบันที่สุด   ทริคเช็กโปรโมชันล่าสุดก่อนใช้สิทธิ์ รู้ไว้จะได้ไม่พลาดของดี!   เพื่อไม่ให้พลาดข้อเสนอสุดคุ้มและดีลอัปเดตใหม่ ๆ ของ PT Max Card และร้านกาแฟพันธุ์ไทย แนะนำให้เช็กข้อมูลผ่านช่องทางเหล่านี้ก่อนควักกระเป๋าจ่ายเงิน   1. แอปพลิเคชัน Max Me (ช่องทางที่สะดวกและเร็วที่สุด)   แค่นิ้วจิ้มก็เปิดโลกความคุ้มค่าได้ทันที โดยในแอปจะระบุเงื่อนไข ระยะเวลา และข้อจำกัดของแต่ละสิทธิ์ไว้อย่างชัดเจนก่อนกดรับ สำหรับสายคาเฟ่ สามารถกดเข้าไปที่ Mini App ของร้านกาแฟพันธุ์ไทย ที่ฝังอยู่ในแอป Max Me เพื่อส่องโปรโมชันเฉพาะของทางร้านได้โดยตรง   2. LINE Official Account (อัปเดตตรงถึงหน้าจอ)   กดแอดไลน์ @PTStation ติดเครื่องไว้ มีโปรเด็ดหรือแคมเปญสลับหมวนเวียนอะไรใหม่ ๆ ระบบจะยิงตรงมาให้อัปเดตก่อนใครแน่นอน   3. เว็บไซต์อย่างเป็นทางการ (ข้อมูลแน่น ครบถ้วน)   สายชอบอ่านรายละเอียดแบบจัดเต็ม สามารถเข้าไปตรวจสอบสิทธิประโยชน์ด้วยตนเองได้ที่เว็บไซต์หลักอย่าง https://www.maxcard.co.th/home.html หรือ https://www.punthaicoffee.com/   4. โซเชียลมีเดียของแบรนด์ (สายตามเทรนด์)   เข้าไปกดติดตามหน้าเพจเฟซบุ๊ก Punthai Coffee หรือ PT Station เอาไว้ มักจะมีแคมเปญสนุก ๆ และโปรโมชันแบบ Real-time มาให้ร่วมสนุกอยู่เรื่อย ๆ   5. สอบถามผ่าน PT Call Center 1614 (สายตรงไขข้อข้องใจ)   หากต้องการคำยืนยันหรือมีข้อสงสัยก่อนใช้บริการ สามารถโทรสอบถามเจ้าหน้าที่ได้ทันที   - กด 1: สอบถามเรื่องบัตร Max Card ทั่วไป หรือโปรแกรมของพันธุ์ไทย (เปิดบริการเวลา 08.00–20.00 น.)   - กด 3: สอบถามโปรโมชันที่เกี่ยวกับบริการ Max Me Wallet (สายด่วนดูแลตลอด 24 ชั่วโมง)   ข้อแนะนำเพิ่มเติม (สำคัญมาก!): ก่อนจะกด "แตะเพื่อรับสิทธิ์" หรือกดยืนยันแลกคะแนนเพื่อรับคูปอง (e-Coupon) ต้องอ่านรายละเอียดเงื่อนไขและวันหมดอายุให้ครบถ้วนทุกครั้ง เพราะรหัสส่วนลดบางประเภทมีระบบจับเวลา (เช่น มีอายุใช้งานแค่ 60 นาทีหลังกดรับสิทธิ์) และเมื่อกดยืนยันตัดแต้มไปแล้ว ระบบจะไม่สามารถยกเลิกหรือคืนคะแนนให้ได้ในทุกกรณี เช็กให้ชัวร์ก่อนกดจะได้ฟินแบบไม่มีสะดุด   บทสรุป: ยกระดับชีวิตสมาร์ท คุ้มค่าและคลิกกับทุกไลฟ์สไตล์   การเปลี่ยนผ่านของ PT Max Card และแอปพลิเคชัน Max Me ในวันนี้ พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่านี่ไม่ใช่แค่เรื่องของสิทธิประโยชน์ในปั๊มน้ำมันอีกต่อไป แต่คือการทลายทุกกรอบความคิดเดิม ๆ สู่การเป็น "เพื่อนคู่คิดในชีวิตประจำวัน" ที่พร้อมซัปพอร์ตและเซฟเงินในกระเป๋าให้คุณในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นการเติมพลังปลุกสมองช่วงบ่ายที่ร้านกาแฟพันธุ์ไทย หรือการออกไปใช้ชีวิต กิน เที่ยว ช้อป ผ่านเครือข่าย Partner Program ระดับประเทศ   ยิ่งเมื่อเสริมความทรงพลังด้วยระบบเลือกและจัดสรรโควตาสิทธิ์ได้เองตามใจชอบของบัตรพรีเมียม Max Card Plus ยิ่งตอบโจทย์ความยืดหยุ่นของคนยุคดิจิทัลได้อย่างตรงจุด เพราะไม่มีสิทธิ์ไหนที่ต้องเสียเปล่า และทุกบาทที่จ่ายไปถูกเปลี่ยนกลับมาเป็นคะแนนสะสมที่จับต้องได้   ครั้งต่อไปก่อนจะควักกระเป๋าจ่ายเงิน ไม่ว่าจะมื้ออาหาร ทริปเดินทาง หรือการกดของใส่ตะกร้าออนไลน์ เพียงแค่เปิดแอป Max Me ขึ้นมาเช็กดีลล่าสุด อ่านเงื่อนไขให้ชัวร์ก่อนกดรับสิทธิ์ แล้วคุณจะพบว่าความสุขของการได้ใช้ชีวิตแบบสมาร์ทและประหยัด... เริ่มต้นง่าย ๆ แค่มีระบบนิเวศ Max Card อยู่เคียงข้างในทุกวัน! ติดตามข่าวสารและโปรโมชั่นเพิ่มเติมในเครือ Max Card ได้ที่เว็บไซต์ Max Card Online และ Max Me   คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Max Card ในหมวด "กิน เที่ยว ช้อป"   Q: แต้ม Max Point มีอายุการใช้งานนานแค่ไหน และสามารถเช็กคะแนนได้อย่างไร? A: คะแนนสะสม Max Point มีอายุการใช้งานยาวนานถึง 3 ปีปฏิทิน นับจากรอบปีที่ทำธุรกรรม (เช่น แต้มที่ได้รับในปี 2569 จะหมดอายุในวันที่ 31 ธันวาคม 2571) ทำให้มีเวลาสะสมเพื่อแลกดีลใหญ่ได้สบาย ๆ โดยสามารถเช็กคะแนนรวม รวมถึงคะแนนที่กำลังจะหมดอายุได้ง่ายที่สุดผ่านหน้าแรกของแอปพลิเคชัน Max Me   Q: ถ้าไม่ได้ขับรถหรือไม่มีรถยนต์ส่วนตัว สมัครบัตร Max Card จะคุ้มไหม? A: คุ้มค่าแน่นอน เพราะปัจจุบัน Max Card ขยายระบบนิเวศเข้าสู่กลุ่มไลฟ์สไตล์ "กิน เที่ยว ช้อป" นอกปั๊มน้ำมันอย่างเต็มรูปแบบ ทุกยอดใช้จ่ายทุก 20 บาทจากร้านค้าพันธมิตรและร้านในเครือ เช่น กาแฟพันธุ์ไทย, Coffee World หรือ Max Mart จะถูกแปลงเป็น 1 คะแนนสะสมทันที นอกจากนี้ยังสามารถใช้แอป Max Me กดรับส่วนลดร้านอาหารชื่อดัง จองโรงแรม หรือรับสิทธิ์เดลิเวอรีได้ทุกวันโดยไม่จำเป็นต้องเลี้ยวรถเข้าปั๊มพีทีเลยด้วยซ้ำ   Q: สามารถนำแต้ม Max Point ไปแลกรับสิทธิ์ในกลุ่ม "สายกิน เที่ยว ช้อป" ได้อย่างไรบ้าง? A: แลกสิทธิ์ได้ง่าย ๆ 2 รูปแบบผ่านแอปพลิเคชัน Max Me: - ใช้แต้มแลกฟรี / แลกส่วนลด: เช่น ใช้ 350 แต้มแลกเครื่องดื่มพันธุ์ไทยฟรี, ใช้ 400 แต้มแลกส่วนลด Foodpanda 50 บาท หรือใช้แต้มเริ่มต้น 50 แต้ม แลกส่วนลดค่าห้องพักโรงแรมและรีสอร์ทชั้นนำที่ร่วมรายการ 30% - โอนคะแนนข้ามเครือข่าย: สามารถโอนคะแนน Max Point ไปเป็นไมล์สะสมของสายการบินพาร์ตเนอร์ เช่น การบินไทย (Royal Orchid Plus) หรือ บางกอกแอร์เวย์ส (FlyerBonus) ได้อย่างอิสระ   Q: บัตรทั่วไป (Max Card สีเขียว) กับบัตรพรีเมียมรายปี (Max Card Plus สีแดง) ได้สิทธิ์พาร์ตเนอร์ต่างกันอย่างไร? A: - บัตรทั่วไป (สีเขียว): สมัครฟรี เน้นการสะสมแต้มจากการใช้จ่ายเพื่อนำไปแลกคูปองส่วนลดตามแคมเปญปกติ - บัตรพรีเมียม Max Card Plus (สีแดง - ค่าธรรมเนียม 599 บาท/ปี): จะได้รับ "โควตาสิทธิ์ส่วนลดพิเศษแบบไม่ต้องใช้แต้มแลก" รายเดือนทันที เช่น ส่วนลด Grab 50 บาท, ส่วนลด Lazada 50 บาท, สิทธิ์ซื้อโดนัท Mister Donut 5 ชิ้น 99 บาท รวมถึงสิทธิ์ซื้อตั๋วหนัง SF ซื้อ 1 แถม 1 และส่วนลดแบรนด์ระดับท็อปอย่างร้านหม้อไฟ Shu Daxia 10%   Q: ระบบเลือกจัดสรรโควตาสิทธิ์ได้เอง (Flexible Customized Packages) ของบัตร Max Card Plus คืออะไร และจัดการอย่างไร? A: เป็นระบบนวัตกรรมที่เปิดให้ผู้ถือบัตรพรีเมียม (บัตรแดง) สามารถเข้าไป "ปรับเพิ่มหรือลดจำนวนสิทธิ์ส่วนลด" ในแต่ละหมวดหมู่ให้ตรงกับพฤติกรรมจริงของตนเองได้ผ่านแอป Max Me เช่น หากเป็นคนทำงานออฟฟิศที่ชอบดื่มกาแฟแต่ไม่ได้ขับรถ ก็สามารถปรับลดโควตาส่วนลดน้ำมันลง แล้วโยกไปเพิ่มโควตาส่วนลดกาแฟพันธุ์ไทยได้สูงสุดถึง 50 แก้วต่อเดือน (ส่วนลด 15 บาท/แก้ว) ช่วยประหยัดเงินได้สูงสุดถึง 3,600 บาทต่อปี โดยไม่เสียสิทธิ์ในหมวดอื่นไปฟรี ๆ   Q: แพ็กเกจตรวจสุขภาพราคาพิเศษ 1,990 บาท กับเครือโรงพยาบาลพญาไทและเปาโล ต้องใช้สิทธิ์อย่างไร? A: สมาชิกทั่วไปใช้คะแนน Max Point เพียง 200 คะแนน (หรือสมาชิกระดับพรีเมียม/Prestige ใช้เพียง 100 คะแนน) แลกรับรหัสผ่านแอป Max Me เพื่อรับสิทธิ์ซื้อแพ็กเกจตรวจสุขภาพเชิงป้องกันรวม 14 รายการ ณ โรงพยาบาลพญาไท หรือโรงพยาบาลเปาโล เมมโมเรียล (สาขาพหลโยธิน) ได้ในราคาพิเศษเพียง 1,990 บาท จากราคาปกติ 7,900 บาท ซึ่งถือเป็นสิทธิประโยชน์หมวดสุขภาพที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายประจำปีได้ดีมาก   Q: หากกดแลกแต้มเป็นคูปองส่วนลดไปแล้ว แต่เปลี่ยนใจไม่ใช้ สามารถขอคืนคะแนนได้ไหม? A: ไม่สามารถขอคืนหรือยกเลิกสิทธิ์ได้ในทุกกรณี ดังนั้นก่อนกดปุ่มยืนยันการแลกคะแนน ควรตรวจสอบเงื่อนไข วันหมดอายุ และสาขาที่ร่วมรายการให้ถี่ถ้วน เนื่องจากคูปองบางประเภทมีอายุการใช้งานจำกัด (เช่น มีเวลาให้ใช้สิทธิ์หน้าร้านเพียง 60 นาทีหลังจากกดรับรหัส) หากปล่อยให้หมดอายุ คะแนนสะสมจะถูกตัดระบบไปโดยอัตโนมัติ   อ้างอิง:   - MaxMe, https://www.maxme.co.th/ - MaxMe - MaxCard, https://www.maxcard.co.th/maxcard_mobile/Merchant.html - MaxCard, https://www.maxcard.co.th/ - Maxme คืออะไร ต่างจาก PT Max Rewards อย่างไร - MaxCard, https://www.maxcard.co.th/maxcard_mobile/FAQ.html - การสะสมแต้ม Max Point - MaxMe, https://www.maxme.co.th/Earn-MaxPoint.html - การสะสมแต้ม Max Point - MaxCard, https://www.maxcard.co.th/maxcard_mobile/Earn-MaxPoint.html - สิทธิพิเศษจากพันธมิตร - MaxMe, https://www.maxme.co.th/maxme_mobile/PartnerPrivileges.html - PT Max Card Plus หรือ บัตรแดง PT สิ่งสำคัญที่คนขับรถจะต้องมี!! - 360truck, https://www.360truck.co/blogs/360truck/max-card-plus/ - PT Max Card, https://www.maxcard.co.th/maxcard_mobile/PartnerPrivileges.html - PT Max Card Plus ปรับแพ็กใหม่ เลือกส่วนลดได้เอง เริ่ม 1 พ.ย. 68, https://www.prachachat.net/business/news-1904959 - บัตรแดง PT Max Card Plus 2569 สิทธิประโยชน์มีอะไรบ้าง? รีวิวคนต่ออายุ ..., https://www.lemon8-app.com/@worawansmp/7617432492938052103?region=th - แนะนำ PT Max Card หรือบัตรแดง คู่หูนักเดินทางที่ดีที่สุดตอนนี้กัน - YouTube, https://www.youtube.com/watch?v=dInXFX3s_RI - ซาฟารีเวิลด์ ซาฟารีเวิลด์ - Rabbit Rewards | Change every day to a reward, https://rewards.rabbit.co.th/rewards/safari-world---get-3-year-member-pass-only-599-thb-from-8640-thb - ซาฟารีเวิลด์ กรุงเทพฯ | ชมสัตว์ป่าหลากหลายสายพันธุ์ - Safari World Bangkok, https://www.safariworldbangkok.com/th - บัตรซาฟารีเวิลด์ กรุงเทพ สำหรับคนไทย (Safari World Bangkok) - Gother.com, https://www.gother.com/th-th/experiences/thailand/bangkok/safari-world-bangkok-thai-resident-21906 - ของรางวัล - MaxCard, https://www.maxcard.co.th/maxcard_mobile/Max-Point-Reward.html - Partnership Max Me - Big C Online, https://www.bigc.co.th/p/partnership-max-me - รับสิทธิ์เซฟพอยต์ PT Max Card Plus | บัตรเครดิต กรุงศรี, https://www.krungsricard.com/th/promotion/max-card-plus - How to choose a PT Max Card Plus package starting November 1, 2025 - YouTube, https://www.youtube.com/watch?v=MXlH5gCTfc8 - MAX ENTERPRISE CONNECT, https://maxenterpriseconnect.com/ - บัตรสมาชิก พีที แมกซ์ ( PT MAX CARD ) - PTGenergy, https://www.ptgenergy.co.th/Products/IndexMemberShipCard  
อ่านต่อ
จ่ายแค่หลักสิบ แต่ได้กาแฟหลักร้อย! ความลับของ "อเมริกาโนพันธุ์ไทย" ที่คอกาแฟต้องรู้
จ่ายแค่หลักสิบ แต่ได้กาแฟหลักร้อย! ความลับของ "อเมริกาโนพันธุ์ไทย" ที่คอกาแฟต้องรู้   แม้จะมีราคาเริ่มต้นเพียงหลักสิบ แต่อเมริกาโนพันธุ์ไทยกลับเป็นเมนูที่ดีเกิดคาดมากกว่าที่หลายคนคิด ทั้งในด้านรสชาติ คุณภาพของเมล็ดกาแฟไทย และมาตรฐานที่สม่ำเสมอในทุกแก้ว จนกลายเป็นกาแฟแก้วโปรดของคอกาแฟตลอดกาล   ในยุคที่กาแฟคุณภาพดีหลายแก้วมีราคาแตะหลักร้อย "อเมริกาโนพันธุ์ไทย" กลับเป็นเมนูที่พิสูจน์ว่า กาแฟดีไม่จำเป็นต้องราคาแพงเสมอไป ด้วยราคาเริ่มต้นเพียงหลักสิบ แต่ยังคงมอบรสชาติ คุณภาพ และมาตรฐานที่ทำให้ผู้บริโภคจำนวนมากเลือกดื่มซ้ำ จนกลายเป็นหนึ่งในเมนูยอดนิยมของแบรนด์มาอย่างต่อเนื่อง   แล้วอะไรคือเบื้องหลังความคุ้มค่าที่ทำให้อเมริกาโนพันธุ์ไทยได้รับการยอมรับจากคอกาแฟจำนวนมาก? บทความนี้จะพาไปหาคำตอบว่าทำไมกาแฟแก้วเล็ก ๆ ราคาไม่ถึงร้อยบาท จึงสามารถมอบประสบการณ์ที่เกินความคาดหมายได้ในทุกครั้งที่ดื่ม   กาแฟดีต้องราคาแพงเสมอไปจริงหรือ?   เมื่อพูดถึงกาแฟคุณภาพ หลายคนมักนึกถึงร้านกาแฟ Specialty Coffee ที่มีราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 100 บาทขึ้นไป เพราะเชื่อว่าการจะได้ดื่มกาแฟที่ใช้เมล็ดคุณภาพดี มีกระบวนการผลิตที่พิถีพิถัน และให้รสชาติที่โดดเด่นนั้น จำเป็นต้องแลกมาด้วยราคาที่สูงขึ้น   แต่ในความเป็นจริง กาแฟที่ดีไม่ได้ถูกวัดจากราคาเพียงอย่างเดียว แต่มันคือการวัดจากคุณภาพของเมล็ดกาแฟ ความใส่ใจในกระบวนการผลิต ความสม่ำเสมอของรสชาติ และประสบการณ์ที่ผู้บริโภคได้รับในทุกแก้ว   นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ "อเมริกาโนพันธุ์ไทย" กลายเป็นเมนูโปรดของใครหลายคน แม้จะมีราคาเริ่มต้นเพียง 50 บาท แต่ยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องจากทั้งคอกาแฟและผู้บริโภคที่อยากลิ้มลองรสชาติของกาแฟที่แท้จริง   อเมริกาโนพันธุ์ไทย เสน่ห์ของความเรียบง่ายที่อยู่ในชีวิตประจำวันของคนไทย   เสน่ห์ของอเมริกาโนอยู่ที่ความเรียบง่าย เป็นกาแฟที่ไม่มีส่วนผสมซับซ้อน ไม่มีนม ไม่มีไซรัป และไม่มีรสชาติอื่นมาช่วยกลบ ทำให้ทุกองค์ประกอบของกาแฟถูกถ่ายทอดออกมาอย่างตรงไปตรงมา ด้วยเหตุนี้เอง อเมริกาโนจึงเป็นเมนูที่สามารถสะท้อนคุณภาพของเมล็ดกาแฟพันธุ์ไทยและมาตรฐานการชงได้อย่างชัดเจน   สำหรับกาแฟพันธุ์ไทย อเมริกาโนไม่ได้เป็นเพียงเมนูพื้นฐานที่มีอยู่ในร้าน แต่เป็นหนึ่งในเมนูยอดนิยมที่ได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคมาอย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นกาแฟที่ดื่มง่าย เข้ากับทุกช่วงเวลาของวัน และมีราคาที่เข้าถึงได้สำหรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นกาแฟแก้วแรกในตอนเช้าก่อนไปทำงาน กาแฟระหว่างวันเพื่อเพิ่มความสดชื่น หรือเครื่องดื่มที่ช่วยเติมพลังในช่วงบ่าย อเมริกาโนพันธุ์ไทยสามารถตอบโจทย์ได้ทั้งหมด     จุดเริ่มต้นของความเข้มข้น: ที่มาของ "อเมริกาโนพันธุ์ไทย"   หากจะเล่าถึงที่มาของ “อเมริกาโนพันธุ์ไทย” เราต้องย้อนกลับไปที่ต้นกำเนิดของแบรนด์ "กาแฟพันธุ์ไทย" ที่ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2555 ภายใต้เครือพีทีจี เอ็นเนอร์ยี (PTG) หรือปั๊มน้ำมัน PT โดยมีความตั้งใจอันแรงกล้าที่จะสร้างสรรค์ร้านกาแฟสดสัญชาติไทยแท้ ที่มีเอกลักษณ์ โดดเด่น และเข้าถึงคนไทยทุกคน นี่แหละ คือเรื่องราวการเดินทางของเมนูอเมริกาโนที่กลายมาเป็นแก้วไอคอนิกในปัจจุบัน   1. ความตั้งใจที่จะใช้ "ผลผลิตไทย 100%"   ที่มาของอเมริกาโนพันธุ์ไทย เริ่มต้นจากอุดมการณ์ของแบรนด์ที่ต้องการสนับสนุนเกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน ทางแบรนด์จึงปฏิเสธการนำเข้าเมล็ดกาแฟจากต่างประเทศ แต่เลือกออกเดินทางขึ้นเหนือเพื่อเสาะหาแหล่งปลูกกาแฟที่ดีที่สุดในประเทศ จนได้พบกับผืนป่าบนดอยสูงทางภาคเหนือ เช่น ดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นแหล่งปลูกเมล็ดกาแฟสายพันธุ์ อาราบิก้า 100% คุณภาพเยี่ยม ทำให้กาแฟดำแก้วนี้มีต้นกำเนิดมาจากผืนดินไทยและหยาดเหงื่อของเกษตรกรไทยอย่างแท้จริง   2. ดีไซน์รสชาติให้ "ถูกปากคนไทย"   ในยุคที่กระแสกาแฟดำเริ่มเข้ามามีบทบาท เมนูอเมริกาโนในท้องตลาดมักจะใช้เมล็ดคั่วกลางหรือคั่วอ่อนที่มีรสเปรี้ยวปลาย ซึ่งอาจยังไม่ตอบโจทย์ลิ้นของคนไทยส่วนใหญ่ที่ชอบความเข้มข้น พันธุ์ไทยจึงได้คิดค้นและพัฒนาสูตรอเมริกาโนของตัวเองขึ้นมา โดยนำเมล็ดอาราบิก้าไทยมาผ่านกระบวนการ "คั่วเข้ม (Dark Roast)" จนได้น้ำกาแฟดำที่บอดี้แน่น ดุดัน ขมนำอย่างกลมกล่อม และไม่มีรสเปรี้ยว เพื่อให้เป็นกาแฟที่ดื่มแล้วตื่นเต็มตา สะใจ ตรงกับพฤติกรรมการดื่มกาแฟของคนไทยมากที่สุด   3. จากปั๊มน้ำมัน สู่แก้วโปรดของคนเมือง   แรกเริ่มเดิมที อเมริกาโนพันธุ์ไทยถูกดีไซน์มาเพื่อตอบโจทย์ "นักเดินทาง" และคนขับรถที่แวะพักในปั๊มน้ำมัน PT ที่ต้องการกาแฟดำเข้มๆ สักแก้วเพื่อขับไล่ความอ่อนล้า แต่ด้วยรสชาติที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและได้มาตรฐานคงที่ ทำให้เกิดการบอกต่อแบบปากต่อปาก จนขยายสาขาออกมานอกปั๊มน้ำมัน บุกเข้าสู่ใจกลางเมือง ห้างสรรพสินค้า และย่านออฟฟิศ กลายเป็นเมนูยอดฮิตที่คนทำงานต้องซื้อซ้ำในทุกๆ เช้า     อะไรคือความลับที่ทำให้อเมริกาโนพันธุ์ไทย "คุ้มเกินราคา"   ท่ามกลางตลาดกาแฟสดที่มีตัวเลือกมากมาย แต่ "อเมริกาโนพันธุ์ไทย" ยังคงเป็นแก้วโปรดในใจของใครหลายคนที่ตอกย้ำคำว่า "คุ้มค่า" ได้อย่างเหนียวแน่น ความลับที่อยู่เบื้องหลังกาแฟราคาหลักสิบ แต่ให้คุณภาพและประสบการณ์หลักร้อย มีคำตอบซ่อนอยู่   1. วัตถุดิบระดับพรีเมียมในราคาเข้าถึงง่าย   ความลับข้อแรกคือการทลายกำแพงความเชื่อที่ว่า "กาแฟอาราบิก้าแท้ต้องราคาแพง" เพราะพันธุ์ไทยเลือกใช้เมล็ดกาแฟอาราบิก้าแท้ 100% จากแหล่งปลูกคุณภาพบนดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ นำมาผ่านกระบวนการคั่วบดที่ได้มาตรฐานสากล ทำให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงกาแฟดำรสชาติพรีเมียม หอมกรุ่น และเข้มข้นได้ในราคาเริ่นต้นแก้วละ 50 บาท สบายกระเป๋า   2. โมเดล "จากต้นน้ำสู่แก้ว" (Direct Sourcing) ไม่ผ่านคนกลาง   เหตุผลที่กาแฟพันธุ์ไทยสามารถควบคุมทั้งคุณภาพและราคาให้คุ้มค่าได้ขนาดนี้ เพราะทางแบรนด์ใช้ระบบทำงานร่วมกับเกษตรกรไทยในท้องถิ่นโดยตรง การตัดพ่อค้าคนกลางออกไปช่วยลดต้นทุนที่ไม่จำเป็น และทำให้พันธุ์ไทยสามารถนำเงินส่วนนั้นไปลงทุนกับการคัดสรรเมล็ดกาแฟที่ดีที่สุด รวมถึงปันผลกำไรกลับคืนสู่ชาวเขาและชุมชนผู้ปลูกกาแฟได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย   3. รสชาติที่เข้าถึงง่ายสำหรับทุกคน   กาแฟบางประเภทอาจมีรสชาติซับซ้อนจนเหมาะสำหรับคอกาแฟเฉพาะกลุ่ม แต่จุดเด่นของอเมริกาโนพันธุ์ไทยคือความสมดุล ยังคงความเข้มและกลิ่นหอมของกาแฟไว้ครบถ้วน แต่ดื่มง่าย ไม่ขมจนเกินไป และไม่หนักจนทำให้รู้สึกดื่มยาก ไม่ว่าคุณจะเป็นคนที่ดื่มกาแฟดำเป็นประจำ หรือเพิ่งเริ่มต้นดื่มกาแฟ อเมริกาโนพันธุ์ไทยก็เป็นเมนูที่สามารถเข้าถึงได้ไม่ยาก ทำให้กลายเป็นตัวเลือกประจำของผู้บริโภคหลากหลายกลุ่ม   4. คุณภาพที่สม่ำเสมอในทุกแก้ว   หนึ่งในเหตุผลที่ผู้บริโภคกลับมาซื้อซ้ำ คือความมั่นใจว่าทุกครั้งที่สั่ง จะได้รับรสชาติที่คุ้นเคยและมีมาตรฐานใกล้เคียงเดิม เบื้องหลังคุณภาพคับแก้วนั่นก็คือกระบวนการควบคุมคุณภาพ ตั้งแต่การคัดเลือกเมล็ดกาแฟ การคั่ว การสกัด และการชง เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับประสบการณ์ที่ดีในทุกครั้งที่ดื่ม ความสม่ำเสมออาจเป็นสิ่งที่หลายคนมองข้าม แต่สำหรับธุรกิจกาแฟ นี่คือหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ลูกค้าเกิดความเชื่อมั่นและเลือกกลับมาซื้อซ้ำ   5. แก้วใหญ่ ไซส์จุใจ เข้มข้นจนหยดสุดท้าย   หลายครั้งที่กาแฟเย็นราคาประหยัดมักจะจืดจางเมื่อน้ำแข็งละลาย แต่อเมริกาโนเย็นของพันธุ์ไทยถูกออกแบบมาให้มีบอดี้ที่แน่น รสชาติเข้มข้น ดุดัน สไตล์คั่วเข้ม (Dark Roast) ประกอบกับปริมาณแก้วที่ใหญ่จุใจ ทำให้ไม่ว่าจะดื่มทันทีหรือตั้งทิ้งไว้จนน้ำแข็งละลาย กาแฟก็ยังคงความหอมและรสชาติที่เข้มข้นสะใจ ดื่มได้ยาวๆ ตลอดทั้งวัน   6. สิทธิประโยชน์จัดเต็มจาก Max Card   ความคุ้มค่าจะทวีคูณขึ้นไปอีกเมื่อคุณเป็นสมาชิก PT Max Card (หรือ Max Card Plus) เพราะกาแฟพันธุ์ไทยมักจะมีโปรโมชัน ส่วนลด 50% ซื้อ 1 แถม 1 หรือการใช้แต้มแลกซื้ออเมริกาโนในราคาที่ประหยัดจนน่าตกใจ ทำให้เหล่าวอร์กกิ้งวูแมนและมนุษย์เงินเดือนยกให้เป็นกาแฟแก้วโปรดที่เซฟเงินในกระเป๋าได้มากที่สุดในแต่ละเดือน   7. ทำไมหลายคนถึงเลือกดื่มซ้ำ   เหตุผลที่ทำให้อเมริกาโนพันธุ์ไทยยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้อยู่ที่กระแสหรือโปรโมชันเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความเชื่อมั่นที่ผู้บริโภคมีต่อคุณภาพของสินค้าอย่างแท้จริง รสชาติที่เข้มข้นคุ้นเคย ดื่มง่าย และมีมาตรฐานเดียวกันในทุกแก้ว ทำให้ผู้บริโภคมั่นใจได้ว่าจะได้รับประสบการณ์ที่ดีทุกครั้งที่สั่ง ไม่ว่าจะซื้อจากสาขาไหน ขณะเดียวกัน ราคาที่เข้าถึงได้ก็ช่วยให้สามารถดื่มได้เป็นประจำทุกวันโดยไม่รู้สึกว่าเป็นภาระในกระเป๋าเงิน   เมื่อคุณภาพระดับพรีเมียม รสชาติที่ถูกปากคนไทย และความคุ้มค่ามาอยู่ในจุดสมดุลที่ลงตัวที่สุด จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่อเมริกาโนพันธุ์ไทยจะกลายเป็นกาแฟแก้วโปรดของใครหลายคน และยังคงครองใจผู้บริโภคได้อย่างเหนียวแน่นจนถึงทุกวันนี้     ต้อนรับเช้าวันใหม่ด้วย “อเมริกาโนพันธุ์ไทย” กาแฟดำแท้ 100% เข้มข้น สะใจ ถูกใจคอกาแฟ   สำหรับคอกาแฟตัวจริงที่กำลังมองหากาแฟดำคุณภาพเยี่ยม รสชาติเข้มข้น ดื่มแล้วตื่นเต็มตาในทุกๆ วัน ต้องไม่พลาด “อเมริกาโนพันธุ์ไทย” เมนูสุดคลาสสิกที่ครองใจผู้บริโภคมาอย่างยาวนาน ด้วยเสน่ห์ของกาแฟแท้สัญชาติไทยที่พิถีพิถันตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงแก้วในมือคุณ   ไฮไลต์ความอร่อยของอเมริกาโนพันธุ์ไทย   - เมล็ดอาราบิก้าแท้ 100% จากดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงราย: เราคัดสรรเมล็ดกาแฟคุณภาพเยี่ยมจากแหล่งปลูกธรรมชาติบนดอยสูงทางภาคเหนือในประเทศไทย นำมาเบลนด์และคั่วบดอย่างได้มาตรฐาน เพื่อให้ได้กลิ่นหอมกรุ่นที่เป็นเอกลักษณ์ - รสชาติเข้มข้นสไตล์คั่วเข้ม (Dark Roast): เอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใครด้วยบอดี้กาแฟที่แน่น หนักหน่วง ขมนำอย่างกลมกล่อม ไร้รสเปรี้ยว ตอบโจทย์ลิ้นคอกาแฟชาวไทยที่ชอบความเข้มข้นถึงใจ - แก้วใหญ่ คุ้มค่าเกินราคา: ดื่มด่ำความสดชื่นได้ยาวๆ ตลอดทั้งวันในราคาที่เข้าถึงง่าย สบายกระเป๋า เป็นความคุ้มค่าที่พร้อมเสิร์ฟให้คุณได้ในทุกๆ วัน   แนะนำเมนูอเมริกาโนพันธุ์ไทย เลือกอร่อยได้ตามสไตล์คุณ   เพราะเราเชื่อว่ากาแฟที่ดีที่สุด คือกาแฟที่คุณชอบ พันธุ์ไทยจึงมีตัวเลือกอเมริกาโนที่พร้อมตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ ดังนี้   1. อเมริกาโนร้อน (Hot Americano)   ช็อตเอสเพรสโซเข้มข้นผสานกับน้ำร้อนในสัดส่วนที่พอดี ละเลียดไปกับกลิ่นหอมกรุ่นของกาแฟคั่วโชยเตะจมูก เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการจิบช้าๆ ในยามเช้าเพื่อเริ่มต้นวันใหม่ (8 oz. ราคา 50 บาท)   2. อเมริกาโนเย็น (Iced Americano)   - สูตรปกติ (หวานละมุน): เติมความหวานชูรสชาติกาแฟให้กลมกล่อม ดื่มง่าย ดับร้อนได้เป็นอย่างดี - สูตรไม่หวาน (หวาน 0% / สายเฮลตี้): กาแฟดำล้วนไม่ใส่น้ำตาล พลังงานใกล้เคียง 0 แคลอรี ได้รสชาติและกลิ่นอายธรรมชาติของเมล็ดกาแฟแบบเต็มๆ ดื่มสดชื่น สุขภาพดี ไม่รู้สึกผิด (22 oz. ราคา 60 บาท)   3. สเปเชียลตี้อเมริกาโน (สำหรับคนชอบความนุ่มนวล)   - ไทยริกาโน (Thairicano): ยกระดับเป็นกาแฟพิเศษ คัดเมล็ดเกรดพรีเมียมคั่วระดับกลาง (Medium Roast) รสชาตินุ่มละมุน ชุ่มคอ มีกลิ่นรสอมหวานธรรมชาติของผลไม้และช็อกโกแลต   บทสรุป:กาแฟดีไม่จำเป็นต้องราคาแพงเสมอไป   อเมริกาโนพันธุ์ไทยเป็นตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นว่า ความคุ้มค่าของกาแฟหนึ่งแก้วไม่ได้ถูกวัดจากราคาเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการผสมผสานระหว่างคุณภาพ รสชาติ และประสบการณ์ที่ผู้บริโภคได้รับในทุกครั้งที่ดื่ม   แม้จะมีราคาเริ่มต้นเพียงหลักสิบ แต่เบื้องหลังของกาแฟแต่ละแก้วคือเมล็ดกาแฟไทยคุณภาพดี การพัฒนาอย่างต่อเนื่องของอุตสาหกรรมกาแฟไทย และมาตรฐานการชงที่ช่วยให้รสชาติคงความสม่ำเสมอในทุกสาขา จนกลายเป็นเมนูที่หลายคนไว้วางใจและเลือกดื่มเป็นประจำ   เมื่อรวมกับรสชาติที่ดื่มง่าย เข้าถึงได้ และเหมาะกับการดื่มในชีวิตประจำวัน จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่อเมริกาโนพันธุ์ไทยจะกลายเป็นเมนูยอดนิยมของใครหลายคน และถูกมองว่าเป็น "กาแฟหลักสิบที่ให้ประสบการณ์เกินราคา" ได้อย่างแท้จริง   สัมผัสความอร่อยของอเมริกาโนพันธุ์ไทย ไทยริกาโน และเมนูยอดนิยมอีกมากมายจากกาแฟพันธุ์ไทย ในราคาเริ่มต้นเพียง 50 บาท ที่ร้านกาแฟพันธุ์ไทยทุกสาขาทั่วประเทศ พร้อมติดตามเมนูใหม่ โปรโมชั่น และเรื่องราวน่าสนใจเกี่ยวกับกาแฟไทยเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์พันธุ์ไทยและ Facebook PunThai Coffee   คำถามพบบ่อยเกี่ยวกับราคาอเมริกาโนพันธุ์ไทย   Q: อเมริกาโนปกติ กับ ไทยริกาโน ราคาเท่ากันหรือไม่? A: ราคาต่างกันเล็กน้อย เนื่องจาก "ไทยริกาโน" เป็นเมนูกาแฟพิเศษ (Specialty Coffee) ที่ใช้เมล็ดอาราบิก้าเกรดพรีเมียมคั่วกลาง ราคาจึงขยับขึ้นมาเล็กน้อย ดังนี้ - ไทยริกาโนร้อน: 55 บาท (แพงกว่าอเมริกาโนร้อน 5 บาท) - ไทยริกาโนเย็น: 65 บาท (แพงกว่าอเมริกาโนเย็น 5 บาท)   Q: มีสิทธิพิเศษหรือส่วนลดอะไรที่ทำให้ซื้ออเมริกาโนได้ถูกลงบ้าง? A: กาแฟพันธุ์ไทยขึ้นชื่อเรื่องความคุ้มค่าผ่านระบบสมาชิกอย่างมาก โดยสิทธิ์ที่ลูกค้าใช้บ่อยที่สุด ได้แก่: - บัตร PT Max Card (สมาชิกทั่วไป): สามารถสะสมแต้มจากการเติมน้ำมัน PT หรือซื้อเครื่องดื่ม เพื่อนำแต้มมาแลกเป็นส่วนลดค่าน้ำหรือรับแก้วฟรีได้ตามโปรโมชันประจำเดือน - บัตร Max Card Plus (บัตรแดงรายปี): รับสิทธิ์ลด 50% สำหรับเครื่องดื่มพันธุ์ไทย (รวมถึงอเมริกาโน) สูงสุด 10 แก้วต่อเดือน ซึ่งจะช่วยลดราคาอเมริกาโนเย็นจาก 60 บาท เหลือเพียงแก้วละ 30 บาทเท่านั้น! เหมาะสำหรับคอกาแฟที่ดื่มเป็นประจำ   Q: ซื้ออเมริกาโนพันธุ์ไทยแบบขวดตุนไว้คุ้มกว่าไหม ราคาเท่าไหร่? A: สะดวกและคุ้มค่ามากสำหรับคนที่ชอบตุนกาแฟไว้ดื่มที่บ้าน พันธุ์ไทยมีเมนู "อเมริกาโน บรรจุขวดขนาด 1 ลิตร" จำหน่ายในราคา 160 บาท สามารถแบ่งดื่มกับน้ำแข็งได้ประมาณ 4-5 แก้วเฉลี่ยแล้วตกแก้วละประมาณ 32-40 บาทเท่านั้น (เก็บในตู้เย็นอุณหภูมิ 2-5°C ได้นาน 3 วันนับจากวันผลิต)   Q: อเมริกาโนพันธุ์ไทยเหมาะสำหรับดื่มทุกวันหรือไม่? A: ด้วยราคาที่เข้าถึงง่าย and รสชาติที่ดื่มง่าย อเมริกาโนพันธุ์ไทยจึงเป็นหนึ่งในเมนูที่หลายคนเลือกดื่มเป็นประจำในชีวิตประจำวัน   Q: อเมริกาโนพันธุ์ไทยราคาแตกต่างจากร้านกาแฟทั่วไปหรือไม่? A: เมื่อเปรียบเทียบกับร้านกาแฟพรีเมียมหลายแห่งที่มีราคาเริ่มต้นหลักร้อย อเมริกาโนพันธุ์ไทยถือเป็นตัวเลือกที่เข้าถึงง่ายกว่า ขณะเดียวกันยังคงมอบรสชาติและคุณภาพที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี   อ้างอิง: - ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ 'ไทยริกาโน' อเมริกาโน สัญชาติไทย โดยกาแฟพันธุ์ไทย - https://www.facebook.com/punthaicoffee - กาแฟพันธุ์ไทย บอกคนไทยดื่มกาแฟรสอ่อนลง อเมริกาโนเย็นขายดีสุด  
อ่านต่อ
ทำไม "อเมริกาโนพันธุ์ไทย" ถึงเป็นเมนูที่ขายดีที่สุดตลอดกาล
ทำไม "อเมริกาโนพันธุ์ไทย" ถึงเป็นเมนูที่ขายดีที่สุดตลอดกาล   ในวันที่ร้านกาแฟแข่งขันกันด้วยเมนูใหม่แทบทุกเดือน มีเพียงไม่กี่เมนูที่สามารถครองใจผู้บริโภคได้อย่างต่อเนื่อง และหนึ่งในนั้นคือ "อเมริกาโน" เมนูขายดีที่สุดของกาแฟพันธุ์ไทย จนพันธุ์ไทยกล้าเคลมว่า อเมริกาโนเป็นเมนูที่มียอดขายสูงสุดของร้านมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในรูปแบบร้อนและเย็น จนกลายเป็นเมนูขวัญใจคอกาแฟตลอดกาล   หากถามคอกาแฟว่ามีเมนูไหนที่สามารถดื่มได้ทุกวันโดยไม่รู้สึกเบื่อ ชื่อของ "อเมริกาโน" คงเป็นคำตอบของใครหลายคน ด้วยรสชาติที่เรียบง่าย สดชื่น และเข้ากับทุกช่วงเวลาของวัน ทำให้เมนูนี้กลายเป็นกาแฟแก้วโปรดของผู้คนทั่วโลก รวมถึงคนไทยด้วยเช่นกัน   สำหรับกาแฟพันธุ์ไทย อเมริกาโนไม่ได้เป็นเพียงเมนูพื้นฐานที่มีอยู่ในร้าน แต่ยังเป็นหนึ่งในเมนูที่ได้รับความนิยมสูงสุดมาอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นว่าความเรียบง่ายของกาแฟดำแก้วหนึ่ง สามารถครองใจผู้บริโภคได้มากกว่าที่หลายคนคิด   แล้วอะไรคือเหตุผลที่ทำให้อเมริกาโนพันธุ์ไทยขายดีจนกลายเป็นเมนูยอดฮิตตลอดกาล? มาหาคำตอบไปพร้อมกัน     อเมริกาโน เมนูที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่   แม้จะเป็นเมนูที่มีเพียงกาแฟและน้ำเป็นส่วนประกอบหลัก แต่อเมริกาโนกลับครองใจผู้บริโภคชาวไทยมาอย่างยาวนาน โดยข้อมูลจากกาแฟพันธุ์ไทยเผยว่า "อเมริกาโน" คือเมนูที่มียอดขายสูงที่สุดของแบรนด์ กว่า 86% ของยอดขายมาจากอเมริกาโนเย็น ขณะที่อเมริกาโนร้อนมีสัดส่วนอยู่ที่ 14% สะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมการดื่มกาแฟของคนไทยที่นิยมความสดชื่นและดื่มกาแฟเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน   ความสำเร็จของอเมริกาโนไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะเป็นเมนูดื่มง่ายหรือเหมาะกับคนรักสุขภาพเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความนิยมที่เพิ่มขึ้นของกาแฟดำและความสนใจในคุณภาพของเมล็ดกาแฟในหมู่ผู้บริโภคมากขึ้นเรื่อย ๆ   จากเมนูขายดีประจำร้าน กาแฟพันธุ์ไทยจึงต่อยอดความนิยมดังกล่าวสู่ "ไทยริกาโน" (Thairicano) หรือ "อเมริกาโนของคนไทย" แคมเปญที่ต้องการยกระดับกาแฟไทยจากเครื่องดื่มยอดนิยมให้กลายเป็นสัญลักษณ์ของความภาคภูมิใจในเมล็ดกาแฟไทย พร้อมผลักดันให้ผู้บริโภคได้รู้จักศักยภาพของกาแฟไทยในมิติที่ลึกซึ้งมากกว่าที่เคย   ดื่มง่าย สดชื่น และเข้ากับทุกไลฟ์สไตล์   หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้อเมริกาโนได้รับความนิยม คือความเรียบง่ายที่เข้าถึงได้ง่ายกว่ากาแฟหลายประเภท เรียกได้ว่าเป็นกาแฟที่ใครๆ หลายคนดื่มกันเป็นประจำทุกเช้า   อเมริกาโนประกอบด้วยเอสเพรสโซและน้ำ จึงไม่มีความหนักจากนมหรือความหวานจากไซรัป ทำให้สามารถดื่มได้ในหลากหลายโอกาส ไม่ว่าจะเป็นคนที่ชอบรสชาติกาแฟแท้ๆ หรือผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นเข้าสู่โลกของกาแฟดำ   นอกจากนี้ อเมริกาโนยังเป็นเมนูที่ดื่มได้ทุกฤดูกาล ทั้งแบบร้อนที่ให้ความหอมละมุน และแบบเย็นที่ช่วยเพิ่มความสดชื่นในอากาศร้อนของประเทศไทย ทำให้กลายเป็นเครื่องดื่มประจำวันของคนทำงาน นักศึกษา และผู้บริโภคหลากหลายกลุ่ม ความเรียบง่ายนี้เองที่ทำให้อเมริกาโนกลายเป็นเมนูที่ "ดื่มได้ทุกวันโดยไม่รู้สึกเบื่อ"   เทรนด์คนรักสุขภาพ ยิ่งผลักดันให้อเมริกาโนเติบโต   ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพมากขึ้นอย่างชัดเจน ทั้งการควบคุมน้ำหนัก การลดน้ำตาล และการเลือกอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีแคลอรีต่ำ   อเมริกาโนจึงกลายเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์กระแสนี้ได้อย่างลงตัว เพราะเป็นกาแฟที่ไม่มีส่วนผสมของนมและน้ำตาลโดยธรรมชาติ ให้พลังงานต่ำ แต่ยังคงมอบความสดชื่นและคาเฟอีนที่ช่วยกระตุ้นการทำงานของร่างกายและสมอง   สำหรับหลายคน อเมริกาโนไม่ได้เป็นเพียงเครื่องดื่มแก้วหนึ่ง แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตรประจำวัน ตั้งแต่ก่อนออกกำลังกาย ระหว่างวันทำงาน ไปจนถึงช่วงบ่ายที่ต้องการเติมพลัง เมื่อผู้บริโภคมองหาเครื่องดื่มที่ทั้งอร่อยและรู้สึกดีกับร่างกาย อเมริกาโนจึงกลายเป็นตัวเลือกอันดับต้น ๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้   ความแตกต่างที่ “เมล็ดกาแฟ” ของอเมริกาโนพันธุ์ไทย   ใช้เมล็ดกาแฟอาราบิก้าเป็นหัวใจสำคัญ   แม้อเมริกาโนจะเป็นเมนูที่พบได้ในร้านกาแฟทั่วไป แต่สิ่งที่ทำให้อเมริกาโนของกาแฟพันธุ์ไทยแตกต่าง คือการเลือกใช้เมล็ดกาแฟคุณภาพสูง จากสายพันธุ์อาราบิก้า 100% เป็นหัวใจสำคัญของกาแฟพันธุ์ไทยทุกแก้ว   อเมริกาโนของพันธุ์ไทยได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านสายพันธุ์ วิธีการปลูก กระบวนการแปรรูป การคั่ว การเบลนด์ ส่งผลให้เมล็ดกาแฟ สามารถให้รสชาติที่ซับซ้อนและมีเอกลักษณ์ สะท้อนตัวตนของกาแฟพันธุ์ไทยอย่างชัดเจน   รสชาติที่เข้าถึงง่าย แต่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว   อีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้อเมริกาโนพันธุ์ไทยได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง คือรสชาติที่สามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคได้หลากหลายกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นคอกาแฟที่ชื่นชอบกาแฟดำอยู่แล้ว หรือคนที่เพิ่งเริ่มเปิดใจให้กับกาแฟประเภทนี้   ในอดีต หลายคนอาจมองว่ากาแฟดำเป็นเครื่องดื่มที่มีรสขมและดื่มยาก แต่ด้วยการพัฒนาคุณภาพของเมล็ดกาแฟไทยและกระบวนการคั่วที่มีความพิถีพิถันมากขึ้น ทำให้กาแฟมีรสชาติที่กลมกล่อมขึ้น มีกลิ่นหอมชัดเจน และมีความหวานตามธรรมชาติที่ช่วยลดความรู้สึกขมลงได้อย่างลงตัว อเมริกาโนพันธุ์ไทยจึงยังคงเอกลักษณ์ของกาแฟดำไว้ครบถ้วน แต่ดื่มง่ายและเข้าถึงได้มากขึ้น เหมาะทั้งสำหรับคนที่ดื่มกาแฟเป็นประจำและผู้ที่กำลังมองหากาแฟดำแก้วแรกของตัวเอง นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เมนูนี้ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง และกลายเป็นเมนูประจำของใครหลายคน   5 เหตุผลที่ทำให้อเมริกาโนพันธุ์ไทยขายดีที่สุดตลอดกาล   1. ดื่มง่าย เข้ากับทุกช่วงเวลาของวัน   สิ่งที่ทำให้อเมริกาโนเป็นเมนูยอดนิยมมาอย่างยาวนาน อาจไม่ใช่เพราะรสชาติที่หวือหวา แต่เป็นเพราะความเรียบง่ายที่เข้ากับชีวิตประจำวันของผู้คนได้อย่างพอดี ไม่ว่าจะเป็นแก้วแรกในตอนเช้าที่ช่วยปลุกความสดชื่นก่อนเริ่มวันใหม่ กาแฟคู่โต๊ะทำงานที่ช่วยเติมความสดชื่นในช่วงบ่าย หรือเครื่องดื่มปิดท้ายหลังมื้ออาหาร อเมริกาโนก็สามารถตอบโจทย์ได้ทุกช่วงเวลา   สำหรับอเมริกาโนพันธุ์ไทย จุดเด่นอยู่ที่รสชาติที่ดื่มง่ายและเข้าถึงได้ไม่ยาก ให้ความหอมและความเข้มของกาแฟอย่างพอดี โดยไม่หนักหรือขมจนเกินไป ทำให้เป็นเมนูที่ถูกใจทั้งคอกาแฟที่ดื่มเป็นประจำและคนที่เพิ่งเริ่มต้นดื่มกาแฟดำ ด้วยความสมดุลที่ลงตัวนี้เอง อเมริกาโนพันธุ์ไทยจึงไม่ได้เป็นเพียงเมนูที่ได้รับความนิยมในช่วงใดช่วงหนึ่ง แต่กลายเป็นกาแฟแก้วประจำวันของใครหลายคน ที่ดื่มซ้ำได้ในทุกวัน   2. ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรักสุขภาพ   ในยุคที่ผู้บริโภคหันมาใส่ใจเรื่องสุขภาพมากขึ้น การเลือกเครื่องดื่มก็กลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ อเมริกาโน จึงได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นเมนูที่ให้พลังงานต่ำ ไม่มีส่วนผสมของนม และสามารถดื่มได้โดยไม่ต้องเติมน้ำตาล   นอกจากจะช่วยลดปริมาณน้ำตาลและแคลอรีที่ได้รับในแต่ละวันแล้ว ยังตอบโจทย์คนที่ต้องการเพิ่มความกระปรี้กระเปร่าโดยไม่ต้องแลกกับความหวานหรือความหนักของเครื่องดื่มประเภทอื่น จึงไม่น่าแปลกใจที่อเมริกาโนจะกลายเป็นเมนูประจำของทั้งคนทำงาน สายออกกำลังกาย และผู้ที่กำลังดูแลสุขภาพ   3. รสชาติถูกจริตคนไทย ดื่มง่ายแต่ยังคงความเป็นกาแฟ   แม้กาแฟดำจะเคยถูกมองว่าเป็นเครื่องดื่มที่มีรสขมและเข้าถึงยาก แต่กาแฟไทยในปัจจุบันได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวมากขึ้น ทั้งในเรื่องของกลิ่นหอม ความหวานตามธรรมชาติ และความสมดุลของรสชาติ   อเมริกาโนพันธุ์ไทยจึงสามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคได้ในวงกว้าง เพราะยังคงความเข้มและความหอมของกาแฟไว้ครบถ้วน แต่มีความนุ่มนวลและดื่มง่าย เหมาะทั้งสำหรับคอกาแฟที่ดื่มเป็นประจำและผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นเข้าสู่โลกของกาแฟดำ นี่คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้เมนูนี้ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องในทุกกลุ่มลูกค้า   4. คุณภาพที่สม่ำเสมอในทุกแก้ว   อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำ คือความมั่นใจในคุณภาพของสินค้า ทุกครั้งที่สั่งอเมริกาโน ลูกค้าคาดหวังว่าจะได้รับรสชาติที่คุ้นเคยและมีมาตรฐานเหมือนเดิม   เบื้องหลังความสำเร็จของอเมริกาโนพันธุ์ไทยจึงไม่ได้อยู่ที่ตัวเมนูเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการคัดเลือกเมล็ดกาแฟ การควบคุมกระบวนการคั่ว และมาตรฐานการชงในแต่ละสาขา เพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุดในทุกแก้ว ไม่ว่าจะซื้อจากสาขาใดก็ตาม ความสม่ำเสมอนี้เองที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค และทำให้อเมริกาโนกลายเป็นเมนูที่หลายคนเลือกสั่งโดยไม่ต้องลังเล     แนะนำเมนู “อเมริกาโนพันธุ์ไทย” เมนูครองใจคอกาแฟตลอดกาล   อเมริกาโนพันธุ์ไทยโดดเด่นด้วยรสชาติที่สมดุลระหว่างความเข้มและความดื่มง่าย ให้กลิ่นหอมของกาแฟที่ชัดเจน พร้อมรสสัมผัสที่สดชื่นและไม่หนักจนเกินไป จึงเหมาะสำหรับการดื่มได้ตลอดทั้งวัน ไม่ว่าจะเป็นช่วงเช้าเพื่อปลุกความสดชื่นก่อนเริ่มงาน หรือช่วงบ่ายที่ต้องการเติมพลังระหว่างวัน   สำหรับผู้ที่ชื่นชอบกาแฟรสชาติเข้มชัด ดื่มง่าย และต้องการสัมผัสเอกลักษณ์ของเมล็ดกาแฟไทยอย่างแท้จริง อเมริกาโนพันธุ์ไทยจึงเป็นเมนูที่ไม่ควรพลาด และปฏิเสธไม่ได้ว่าทำไมกาแฟดำแก้วนี้จึงยังคงครองใจผู้บริโภคได้อย่างต่อเนื่องจนถึงทุกวันนี้   เมนูแนะนำอเมริกาโนพันธุ์ไทย   แม้เมนูอเมริกาโนของกาแฟพันธุ์ไทยจะมีให้เลือกเพียง 2 รูปแบบเท่านั้น แต่ทั้งสองเมนูกลับเป็นเมนูยอดนิยมที่ครองใจคอกาแฟมาอย่างยาวนาน ด้วยรสชาติที่ดื่มง่าย เข้มกลมกล่อมกำลังดี และสามารถดื่มได้ทุกวัน ทุกเวลา ที่สำคัญยังมีราคาเริ่มต้นเพียงแก้วละ 50 บาท ทำให้เป็นหนึ่งในเมนูที่เข้าถึงได้ง่ายและคุ้มค่าที่สุดสำหรับคนรักกาแฟ   - อเมริกาโนร้อน: กาแฟดำรสชาตินุ่มละมุน ช่วยดึงกลิ่นหอมและเอกลักษณ์ของเมล็ดกาแฟออกมาได้อย่างเต็มที่ เหมาะสำหรับการจิบช้า ๆ ในช่วงเช้าหรือเวลาพักผ่อน - อเมริกาโนเย็น: เมนูยอดนิยมที่ให้รสชาติกาแฟเข้มข้นกำลังดี ดื่มแล้วสดชื่น เหมาะสำหรับอากาศร้อนและการเติมพลังระหว่างวัน   จากเมนูยอดฮิตสู่ "ไทยริกาโน" อเมริกาโนสัญชาติไทย   จุดเริ่มต้นจากความนิยมของอเมริกาโน   หากพูดถึงเมนูกาแฟที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในประเทศไทย "อเมริกาโน" น่าจะเป็นชื่อแรก ๆ ที่หลายคนนึกถึง ด้วยความเรียบง่ายของส่วนผสมที่มีเพียงเอสเพรสโซช็อตและน้ำ แต่กลับสามารถสะท้อนคุณภาพของเมล็ดกาแฟและฝีมือการชงได้อย่างชัดเจน จนกลายเป็นเมนูมาตรฐานที่คอกาแฟเลือกดื่มเป็นประจำ   สำหรับกาแฟพันธุ์ไทย อเมริกาโนถือเป็นหนึ่งในเมนูขายดีของแบรนด์มาอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาให้ความสำคัญกับรสชาติกาแฟแท้มากขึ้น รวมถึงความนิยมของกาแฟดำที่เติบโตควบคู่ไปกับเทรนด์การดูแลสุขภาพและการบริโภคน้ำตาลที่ลดลง   อย่างไรก็ตาม เมื่อวัฒนธรรมการดื่มกาแฟของคนไทยพัฒนาขึ้น ผู้บริโภคไม่ได้มองหาเพียงกาแฟที่ดื่มง่ายอีกต่อไป แต่เริ่มให้ความสำคัญกับเรื่องของแหล่งปลูก สายพันธุ์ กระบวนการผลิต และเรื่องราวที่อยู่เบื้องหลังกาแฟแต่ละแก้วมากขึ้น   เมื่อผู้บริโภคมองหากาแฟที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว   ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ตลาดกาแฟไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะในกลุ่ม Specialty Coffee หรือกาแฟพิเศษ ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพเมล็ดกาแฟตั้งแต่ต้นทางการผลิตไปจนถึงกระบวนการผลิต พร้อมเสิร์ฟถึงมือผู้บริโภค   ผู้บริโภครุ่นใหม่เริ่มสนใจว่าเมล็ดกาแฟมาจากที่ใด ปลูกโดยใคร และมีลักษณะรสชาติที่แตกต่างจากกาแฟทั่วไปอย่างไร ส่งผลให้กาแฟไม่ได้เป็นเพียงเครื่องดื่มที่ให้คาเฟอีน แต่กลายเป็นประสบการณ์การดื่มที่สะท้อนรสนิยมและตัวตนของผู้บริโภค   ขณะเดียวกัน กาแฟคั่วกลาง (Medium Roast) ก็ได้รับความนิยมมากขึ้น เนื่องจากสามารถดึงเอกลักษณ์ของเมล็ดกาแฟออกมาได้อย่างสมดุล ทั้งความหวานตามธรรมชาติ ความหอม และมิติของรสชาติที่ซับซ้อน ทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงโลกของกาแฟคุณภาพได้ง่ายขึ้น   การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจึงกลายเป็นโอกาสสำคัญให้กาแฟพันธุ์ไทยมองไกลกว่าการขายอเมริกาโนแบบเดิม และเริ่มตั้งคำถามว่า "ประเทศไทยจะมีอเมริกาโนที่สะท้อนตัวตนของคนไทยได้หรือไม่"   ไทยริกาโน: การยกระดับกาแฟไทยสู่เมนูซิกเนเจอร์   จากแนวคิดดังกล่าว จึงเกิดเป็น "ไทยริกาโน" (Thairicano) เมนูที่ถูกนิยามว่าเป็น "อเมริกาโนของคนไทย"   ไทยริกาโนถูกพัฒนาขึ้นจากความตั้งใจที่จะสร้างกาแฟที่สะท้อนศักยภาพของเมล็ดกาแฟไทย โดยเลือกใช้เมล็ดกาแฟสายพันธุ์อาราบิก้า 100% จากดอยสวนยาหลวง จังหวัดน่าน แหล่งปลูกกาแฟคุณภาพสูงที่กวาดรางวัลระดับประเทศมากที่สุดหลายปีติดต่อกัน ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสินค้า GI และผ่านมาตรฐานกาแฟพิเศษ หรือ Specialty Coffee โดยได้รับการประเมินคุณภาพเมล็ดกาแฟ จาก งาน ICP-THAI GREEN COFFEE EVALUATION 2025 (THAI SPECIALTY COFFEE) ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของ Q Grader จำนวนมากกว่า 100 ท่าน ซึ่งมากที่สุดในประเทศไทยจัดโดย สถาบันกาแฟพิเศษแห่งประเทศไทย (SCITH) โดยต้องผ่านการทดสอบจากนักชิมกาแฟ (Cupper หรือ Q Grader) และได้คะแนน 80 ขึ้นไป   ไทยริกาโน มีรสชาติเฉพาะตัวที่รวบรวมความพิเศษไว้ในแก้วเดียว ผ่านการ Blend จาก 2 Process คั่วแยกทีละตัวด้วย Profile ที่ใช้ Develop Time ต่างกัน ก่อนจะ Blend เข้าด้วยกันอีกครั้ง เพื่อให้ได้รสชาติที่สมดุลมีเทสต์โน้ตที่หอมละมุน สว่างสดชื่นของทรอปิคอลฟรุต หวานฉ่ำจากน้ำผึ้ง บอดี้นุ่มลึก กลมกล่อมของโทนช็อกโกแลต และอัลมอนด์ ซึ่งความพิเศษของไทยริกาโนไม่ได้อยู่แค่รสชาติที่ดื่มง่ายและมีเอกลักษณ์เท่านั้น แต่ยังเป็นการแสดงให้เห็นว่ากาแฟไทยสามารถก้าวขึ้นมามีคุณภาพเทียบเท่ากาแฟชั้นนำจากประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ของโลกได้เช่นกัน   ก้าวสำคัญของกาแฟไทยสู่เวทีโลก   เบื้องหลังไทยริกาโน คือความพยายามในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมกาแฟไทยทั้งระบบ ตั้งแต่เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟบนพื้นที่สูง กระบวนการแปรรูป การคั่ว การเบลนด์ ไปจนถึงการส่งมอบสู่มือผู้บริโภค แนวคิดนี้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของกาแฟพันธุ์ไทยที่ต้องการผลักดันให้กาแฟไทยได้รับการยอมรับในระดับสากล   พันธุ์ไทยรับซื้อกาแฟจากเกษตรกรชาวไทย สร้างรายได้สำหรับการดำรงชีพ เพื่อให้ทุกคนในครอบครัวได้อยู่ร่วมกันพร้อมหน้า โดยไม่ต้องออกไปทำงานในเมืองใหญ่ ห่างไกลบ้านเกิด พร้อมสร้างความภาคภูมิใจให้กับคนไทยว่าประเทศไทยสามารถผลิตกาแฟคุณภาพสูงได้ด้วยทรัพยากรและองค์ความรู้ของคนไทยเอง   รวมถึงสร้างความยั่งยืนให้กับธรรมชาติ ใส่ใจตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ด้วยแนวคิดในการพัฒนาพื้นที่ป่า และพลิกฟื้นภูเขาหัวโล้นให้กลายเป็นไร่กาแฟที่อุดมสมบูรณ์มาอย่างต่อเนื่อง เพราะต้นกาแฟ เจริญเติบโตได้ดีภายใต้ร่มเงาต้นไม้ใหญ่ ที่ช่วยปกคลุม กรองแสงที่จะส่องลงมาถึงต้นกาแฟได้ดี ทั้งพื้นที่ภูเขาที่มีระดับความสูงจากน้ำทะเล ทำให้ต้นกาแฟเติบโตได้ดี และได้เมล็ดที่สมบูรณ์   ด้วยเหตุนี้ ไทยริกาโนจึงไม่ได้เป็นเพียงเมนูใหม่ของพันธุ์ไทย แต่ถูกวางตำแหน่งให้เป็น "กาแฟแห่งชาติ" ที่สะท้อนทั้งรสชาติ คุณภาพ และเรื่องราวของกาแฟไทยในแก้วเดียว โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการทำให้ผู้บริโภคทั้งชาวไทยและต่างชาติได้รู้จักศักยภาพของกาแฟไทยมากยิ่งขึ้น       แนะนำเมนู “ไทยริกาโน” ครองใจคอกาแฟ   หากอเมริกาโนคือ กาแฟดำที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก "ไทยริกาโน" ก็คือกาแฟดำพรีเมียมที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นเพื่อสะท้อนตัวตนของกาแฟไทยโดยเฉพาะ ภายใต้แนวคิด "อเมริกาโนของคนไทย" ที่นำเอกลักษณ์ของเมล็ดกาแฟไทยมาถ่ายทอดผ่านรสชาติที่ดื่มง่าย แต่ยังคงมีมิติและความโดดเด่นเฉพาะตัว   สำหรับใครที่อยากสัมผัสรสชาติของ "อเมริกาโนสัญชาติไทย" ไทยริกาโนถือเป็นเมนูที่ไม่ควรพลาด ด้วยการเลือกใช้เมล็ดกาแฟอาราบิก้า 100% จากแหล่งปลูกในประเทศไทยที่ผ่านการคัดสรรอย่างพิถีพิถัน ใส่ใจทุกกระบวนการผลิต ด้วยการคั่วระดับกลาง ทำให้ได้กาแฟที่มีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ รสชาตินุ่ม ดื่มง่าย และสะท้อนตัวตนของกาแฟไทยได้อย่างชัดเจน ที่สำคัญยังมีราคาเริ่มต้นเพียงแก้วละ 60 บาท ทำให้เข้าถึงได้ง่ายสำหรับคอกาแฟทุกคน     เมนูแนะนำ “ไทยริกาโน” จากพันธุ์ไทย   - ไทยริกาโนร้อน: เมนูที่ช่วยดึงกลิ่นหอมและมิติของเมล็ดกาแฟไทยออกมาได้อย่างเต็มที่ ให้รสสัมผัสนุ่มละมุน ฟีลบาลานซ์ พร้อมความหวานตามธรรมชาติของกาแฟ เหมาะสำหรับการจิบช้าๆ เพื่อสัมผัสเอกลักษณ์ของกาแฟไทยในทุกแก้ว - ไทยริกาโนเย็น: อเมริกาโนของคนไทยที่ให้ความสดชื่น หลากหลายมิติ มาพร้อมรสชาติที่สมดุลระหว่างความเข้มและความหอมของเมล็ดกาแฟไทย เหมาะสำหรับคนชื่นชอบกาแฟที่ดื่มง่ายและต้องการความสดชื่นระหว่างวัน   นอกจากนี้ยังออกแบบรสชาติของกาแฟสเปเชียลตี้ให้ผสานความนุ่มของนมได้อย่างลงตัวกับกาแฟสเปเชียลตี้ อย่าง ไทยเอสเพรสโซ ไทยคาปูชิโน และไทยลาเต้     เจาะลึกความต่าง: อเมริกาโน VS ไทยริกาโน ของกาแฟพันธุ์ไทย   แม้ว่าทั้งสองเมนูจะเป็น "เอสเพรสโซช็อตกับน้ำ" เหมือนกัน แต่กาแฟพันธุ์ไทยได้ดีไซน์รสชาติของ อเมริกาโน (Americano) และ ไทยริกาโน (Thairicano) ให้มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน เพื่อตอบโจทย์คอกาแฟคนละสไตล์ ดังนี้   1. ประเภทของเมล็ดกาแฟ (Coffee Beans Grade)   - อเมริกาโน: ใช้เมล็ดกาแฟสายพันธุ์อาราบิก้า 100% คัดสรรจากแหล่งปลูกคุณภาพ ผ่านกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐาน - ไทยริกาโน: ยกระดับขึ้นมาเป็น กาแฟพิเศษ (Specialty Coffee) ที่คัดเฉพาะเมล็ดอาราบิก้าเกรดพรีเมียม ซึ่งได้คะแนนประเมินคุณภาพ (Cupping Score) สูงกว่า 80 คะแนนขึ้นไป โดยจะหมุนเวียนเมล็ดกาแฟจากแหล่งปลูกในไทย (Single Origin) เช่น จากแม่ฮ่องสอน หรือน่าน เพื่อนำเสนอเอกลักษณ์ของแต่ละท้องถิ่น   2. ระดับการคั่ว (Roasting Level)   - อเมริกาโน: นำไป คั่วเข้ม (Dark Roast) เพื่อเน้นดึงความเข้มข้น และบอดี้หนักของกาแฟให้ออกมาเต็มที่ - ไทยริกาโน: นำไป คั่วกลาง (Medium Roast) เพื่อรักษาเทสโน้ตตามธรรมชาติ บอดี้ที่นุ่มลึก และรสหวานอมเปรี้ยวของผลไม้เอาไว้   3. รสชาติและเนื้อสัมผัส (Taste Profile & Body)   - อเมริกาโน: รสชาติเข้มข้น มีบอดี้ที่แน่น ให้เทสโน้ตโทนดาร์กช็อกโกแลต มีความหวานปลายคล้ายน้ำผึ้ง อาฟเตอร์เทสยาวนาน - ไทยริกาโน: รสชาติกลมกล่อม ละมุน ดื่มง่าย มีความสดชื่นของทรอปิคอลฟรุต หวานฉ่ำจากน้ำผึ้ง บอดี้นุ่มลึกกลมกล่อม ของโทนช็อกโกแลต และอัลมอนด์   ตารางสรุปอเมริกาโนและไทยริกาโนต่างกันอย่างไร?   ความแตกต่าง อเมริกาโน ไทยริกาโน ประเภทเมล็ดกาแฟ เมล็ดกาแฟอาราบิก้าแท้ 100% จากแหล่งปลูกกาแฟคุณภาพ ผ่านกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐาน กาแฟพิเศษ (Specialty Coffee) อาราบิก้าแท้ 100% จากแหล่งปลูกในไทย ที่ได้คะแนนประเมินคุณภาพเกิน 80 คะแนน ระดับการคั่ว คั่วเข้ม (Dark Roast) คั่วกลาง (Medium Roast) โทนรสชาติ โทนดาร์กช็อกโกแลต มีความหวานปลายคล้ายน้ำผึ้ง อาฟเตอร์เทสยาวนาน โทนทรอปิคอลฟรุต หวานฉ่ำจากน้ำผึ้ง บอดี้นุ่มลึกกลมกล่อม ของโทนช็อกโกแลต และอัลมอนด์ เหมาะกับใคร? คนที่ชอบกาแฟรสเข้มข้น คนที่ชอบกาแฟดื่มง่าย สดชื่น นุ่มนวล ชื่นชอบรสสัมผัสแบบกาแฟพิเศษ   บทสรุป: จาก "อเมริกาโน" กาแฟที่ครองใจคนไทย สู่ "ไทยริกาโน" กาแฟไทยที่ตั้งใจให้โลกรัก   ความสำเร็จของอเมริกาโนพันธุ์ไทยไม่ได้เกิดขึ้นเพราะเป็นเพียงกาแฟที่ดื่มง่าย แต่เกิดจากการเข้าใจความต้องการของผู้บริโภคอย่างแท้จริง ทั้งในเรื่องรสชาติที่เข้าถึงง่าย ความสดชื่นที่ดื่มได้ทุกวัน ความสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์คนรักสุขภาพ และคุณภาพที่สม่ำเสมอในทุกแก้ว   ขณะเดียวกัน อเมริกาโนพันธุ์ไทยยังสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของแบรนด์ไทยที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จนสามารถสร้างเอกลักษณ์และความแตกต่างให้กับกาแฟแก้วโปรดของคนไทยได้อย่างลงตัว   จากเมนูอเมริกาโนที่ครองใจผู้บริโภคมายาวนาน สู่การต่อยอดเป็น "ไทยริกาโน" กาแฟสัญชาติไทยที่บอกเล่าเรื่องราวของเมล็ดกาแฟไทยและเกษตรกรไทย ความสำเร็จของเมนูนี้จึงไม่ได้วัดจากยอดขายเพียงอย่างเดียว แต่ยังสะท้อนถึงการเติบโตของวงการกาแฟไทยที่กำลังก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง   และอาจเป็นเหตุผลเดียวกับที่ทำให้ "อเมริกาโนพันธุ์ไทย" ยังคงเป็นเมนูโปรดของใครหลายคน และครองตำแหน่งเมนูขายดีที่สุดตลอดกาลมาจนถึงทุกวันนี้   ลิ้มลองอเมริกาโน ไทยริกาโน และเมนูขายดีของกาแฟพันธุ์ไทย ได้ที่พันธุ์ไทยทุกสาขา! และบริการเดลิเวอรีจัดส่งถึงบ้าน ดูเมนูกาแฟพันธุ์ไทยอื่นๆ พร้อมทั้งติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมได้เว็บไซต์กาแฟพันธุ์ไทยและ เฟสบุ๊ค PunThai Coffee!   คำถามพบบ่อยเกี่ยวกับอเมริกาโนพันธุ์ไทย   Q: อเมริกาโนพันธุ์ไทย ใช้เมล็ดกาแฟจากไหน? A: ใช้เมล็ดกาแฟสายพันธุ์ อาราบิก้าแท้ 100% คัดสรรจากแหล่งปลูกคุณภาพสูง ผ่านกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐาน   Q: อเมริกาโนเย็นของพันธุ์ไทย สูตรปกติใส่ไซรัป (น้ำเชื่อม) ไหม? A: หากสั่ง "อเมริกาโนเย็น" สูตรปกติของทางร้าน จะไม่มีการใส่ความหวาน หรือ ไซรัป   Q: อเมริกาโนไม่หวาน ของพันธุ์ไทย กี่แคลอรี? A: สำหรับอเมริกาโนร้อน หรืออเมริกาโนเย็นสูตรไม่หวาน (ความหวาน 0%) จะให้พลังงานต่ำมาก ใกล้เคียง 0 แคลอรี (ประมาณ 5-10 แคลอรีจากตัวเมล็ดกาแฟธรรมชาติเท่านั้น) สายเฮลตี้ หรือชาวคีโตสามารถดื่มได้อย่างสบายใจ   Q: สั่งอเมริกาโนพันธุ์ไทย สามารถเลือกเปลี่ยนเป็นเมล็ดกาแฟคั่วกลางได้ไหม? A: หากคุณต้องการรสชาติที่นุ่มนวลขึ้นในสไตล์กาแฟคั่วกลาง สามารถสั่งเป็นเมนู "ไทยริกาโน (Thairicano)" ได้เลย เพราะเมนูนี้ถูกดีไซน์มาเพื่อตอบโจทย์คนที่ชอบกาแฟคั่วกลางโดยเฉพาะ ส่วนเมล็ดอเมริกาโนปกติจะเป็นสูตรคั่วเข้มรสชาติเข้มข้น   Q: อเมริกาโน เหมาะกับใคร? A: เหมาะกับคอกาแฟที่ชื่นชอบรสชาติกาแฟเข้มข้น   Q: ไทยริกาโนเหมาะกับใคร? A: เหมาะกับผู้ที่ชื่ชอบกาแฟรสชาติสว่าง สดชื่น   อ้างอิง: - Marketing Oops! The Untold Insights EP.10 : "Caffeinated Untold" Insights คอกาแฟ - ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ 'ไทยริกาโน' อเมริกาโน สัญชาติไทย โดยกาแฟพันธุ์ไทย - ไทยริกาโน (Thairicano) กาแฟอาราบิก้า 100% จากแม่ฮ่องสอน โดย พันธุ์ไทย - พันธุ์ไทยแจ้งเกิด ‘ไทยริกาโน’ อเมริกาโน สัญชาติไทย ‘กาแฟแห่งชาติ’ ที่พันธุ์ไทยภาคภูมิใจ พร้อมก้าวสู่เวทีระดับโลก - Makemoneyinsight  
อ่านต่อ
ถอดรหัสรสชาติ "Taste of Nan" กาแฟพันธุ์ไทย ซีรีส์น่าน
"Taste of Nan" รสชาติกาแฟพันธุ์ไทย ซีรีส์น่านที่หอมละมุนจนต้องลอง จากการหมักถึง 72 ชั่วโมง   จากเมล็ดกาแฟบนดอยสูงของจังหวัดน่าน สู่กาแฟซีรีส์ใหม่ที่ตั้งใจถ่ายทอดรสชาติของ “เมืองน่าน” ออกมาในรูปแบบที่เข้าถึงง่ายขึ้น “Taste of Nan” ที่ไม่ได้มีดีแค่ความหอมละมุนของกาแฟพันธุ์ไทย   แต่ยังโดดเด่นด้วยกระบวนการหมักนานถึง 72 ชั่วโมง ที่ช่วยดึงทั้งกลิ่น รสชาติ และความพิเศษในมิติคาแรกเตอร์ของเมล็ดกาแฟที่ค่อยๆ เปิดออกอย่างนุ่มนวลในทุกๆจิบ   ท่ามกลางเทือกเขาสลับซับซ้อน สายหมอกยามเช้า และผืนป่าที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์ จังหวัดน่านไม่ได้เป็นเพียงจุดหมายปลายทางของนักเดินทางที่มาพักผ่อน แต่ยังเป็นหนึ่งในแหล่งปลูกกาแฟคุณภาพที่น่าจับตามองที่สุดของประเทศไทย   ด้วยสภาพอากาศเย็นตลอดปี ระดับความสูงที่เหมาะสม และระบบนิเวศที่เอื้อต่อการปลูกกาแฟอาราบิก้า ทำให้เมล็ดกาแฟจากน่านมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทั้งในเรื่องความหอม ความนุ่ม และมิติของรสชาติที่ซับซ้อน จนได้รับการยอมรับมากขึ้นในวงการ Specialty Coffee ไทย   และจากต้นน้ำแห่งความสมบูรณ์นี้ จึงกลายมาเป็นแรงบันดาลใจของ “Taste of Nan” ซีรีส์กาแฟใหม่จาก พันธุ์ไทย ที่ตั้งใจพาผู้ดื่มออกเดินทางไปสัมผัสเสน่ห์ของเมืองน่าน ผ่านกาแฟที่ผ่านการหมักอย่างพิถีพิถันนานถึง 72 ชั่วโมง วันนี้พันธุ์ไทยจะพามา walk through ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของเมล็ดกาแฟบนยอดดอย กระบวนการหมักที่ช่วยดึงรสชาติและกลิ่นหอมออกมาอย่างเต็มที่ ไปจนถึงเบื้องหลังของกาแฟซีรีส์นี้ ที่ไม่ได้มีดีแค่ความหอมละมุน แต่ยังเต็มไปด้วยเรื่องราวของชุมชน ธรรมชาติ และความตั้งใจที่ซ่อนอยู่ในทุกแก้ว     จากแม่ฮ่องสอนสู่น่าน จุดเริ่มต้นของ “Taste of Nan”   จากเมล็ดกาแฟบนดอยของแม่ฮ่องสอน สู่ความคราฟต์บทใหม่จากจังหวัดน่านภายใต้คอนเซ็ปต์ “Taste of Nan” ซีรีส์กาแฟใหม่จากพันธุ์ไทย ที่ใส่ใจในรายละเอียดในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเสาะหาวัตถุดิบ ไปจนถึงการออกแบบรสชาติให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว   ซีรีส์นี้เลือกใช้เมล็ดกาแฟอาราบิก้า 100% จาก “ดอยสวนยาหลวง” ในจังหวัดน่าน หนึ่งในพื้นที่ปลูกกาแฟที่กวาดรางวัลระดับประเทศมาอย่างต่อเนื่อง และได้ยอมรับในวงการ Specialty Coffee ไทย ด้วยระดับความสูง อุณหภูมิ และสภาพแวดล้อมที่เหมาะกับการปลูกกาแฟ ทำให้เมล็ดกาแฟจากพื้นที่นี้มีคาแรกเตอร์เฉพาะตัว ทั้งความหวานตามธรรมชาติ ความนุ่มของรสสัมผัส และกลิ่นหอมที่มีมิติ   เบื้องหลังกาแฟหนึ่งแก้วของพันธุ์ไทย ไม่ได้เริ่มต้นแค่ในขั้นตอนการคั่วหรือสกัด แต่เริ่มมาตั้งแต่แหล่งที่มาและการดูแลเมล็ดกาแฟตั้งแต่ต้นทาง   ความใส่ใจตั้งแต่ต้นน้ำ คือหัวใจของ Taste of Nan   เมล็ดกาแฟของ Taste of Nan เติบโตภายใต้ร่มเงาของป่าใหญ่ เพื่อให้ต้นกาแฟค่อยๆ เติบโตในสภาพแวดล้อมที่สมบูรณ์ ก่อนจะผ่านการคัดเลือกอย่างละเอียด   ตั้งแต่การเก็บเกี่ยวผลเชอร์รี่ด้วยมือ การลอยน้ำเพื่อคัดเมล็ดที่ไม่ได้คุณภาพออก ไปจนถึงการตรวจสอบซ้ำด้วยสายตาในทุกขั้นตอน เพื่อให้แน่ใจว่าเมล็ดกาแฟทุกล็อตได้มาตรฐานดีที่สุด รายละเอียดเล็กๆ เหล่านี้สะท้อนถึง Brand DNA ของ พันธุ์ไทย ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ   เบื้องหลังเมล็ดกาแฟแต่ละเมล็ด จึงเต็มไปด้วยความใส่ใจตั้งแต่การดูแลต้นกาแฟในพื้นที่ปลูก การคัดเลือกผลเชอร์รี่ที่สุกสมบูรณ์ ไปจนถึงกระบวนการแปรรูปที่ช่วยดึงศักยภาพของเมล็ดกาแฟออกมาได้ดีที่สุด   และหนึ่งในขั้นตอนสำคัญที่ทำให้ซีรีส์นี้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ก็คือกระบวนการ “หมัก 72 ชั่วโมง” ที่ช่วยกระตุ้นกลิ่นหอม ความหวาน และมิติของรสชาติให้ค่อยๆ เปิดออกอย่างนุ่มนวลในทุกจิบ     72 ชั่วโมง กระบวนการหมัก สู่ความพิเศษที่ค่อยๆ เปิดออกในทุกจิบ   Fermentation สิ่งที่คอกาแฟให้ความสำคัญ   Fermentation หรือ “การหมัก” คือหนึ่งในขั้นตอนสำคัญของการแปรรูปกาแฟ ที่ส่งผลโดยตรงต่อกลิ่น รสชาติ และคาแรกเตอร์ของเมล็ดกาแฟ   ในยุค 3rd Wave Coffee ผู้บริโภคเริ่มให้ความสำคัญกับรายละเอียดของกาแฟมากขึ้น ตั้งแต่แหล่งปลูก วิธีแปรรูป ไปจนถึง Taste Note ของเมล็ดกาแฟแต่ละตัว   กระบวนการหมักจึงกลายเป็นอีกหนึ่งศาสตร์สำคัญที่ช่วยดึงเสน่ห์เฉพาะตัวของเมล็ดกาแฟออกมาได้ชัดเจนขึ้น และแน่นอนว่า ระยะเวลา และ วิธีในการการหมัก ที่แตกต่างกัน สามารถสร้างกลิ่นและรสสัมผัสที่แตกต่างกันได้อย่างชัดเจน   ทำไม Taste of Nan ถึงเลือกหมักนาน 72 ชั่วโมง   ซีรีส์ “Taste of Nan” จาก พันธุ์ไทย เลือกใช้การหมักเมล็ดกาแฟนานถึง 72 ชั่วโมง เพื่อดึงมิติของรสชาติออกมาอย่างเต็มที่   ด้วยการหมักที่ยาวมากนานขึ้น ช่วยเพิ่มความหวานตามธรรมชาติของเมล็ดกาแฟ อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นกลิ่นผลไม้ที่ผสมผสานกับความหอมละมุนของกาแฟให้ชัดขึ้น ซึ่งช่วยทำให้รสชาติของเมล็ดมีความซับซ้อนและมีเลเยอร์มากกว่ากาแฟทั่วไป   กาแฟที่ได้จากการหมัก 72 ชั่วโมง จึงไม่ได้เด่นแค่ความเข้ม แต่มีความนุ่ม กลมกล่อม ซึ่งจะค่อยๆ เปิดรสชาติในระหว่างการดื่ม กระบวนการนี้ยังช่วยขับคาแรกเตอร์ของเมล็ดกาแฟจากดอยสวนยาหลวง จังหวัดน่าน ออกมาได้ชัดยิ่งขึ้น   ทำไมต้องผ่าน Blend กาแฟ 2 โพรไฟล์ และ คั่วแยกทีละ Process ?   ความพิเศษของซีรีส์ “Taste of Nan” จาก พันธุ์ไทย ไม่ได้อยู่แค่การเลือกใช้เมล็ดกาแฟอาราบิก้า 100% คุณภาพสูงจากจังหวัดน่านเท่านั้น แต่ยังอยู่ในขั้นตอนการออกแบบรสชาติอย่างพิถีพิถัน เพื่อให้กาแฟทุกแก้วมีความสมดุลและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว   ซีรีส์นี้เลือกใช้เมล็ดกาแฟสเปเชียลตี้ (Specialty Coffee) ที่ผ่านกระบวนการแปรรูปหรือ Process แตกต่างกันถึง 2 รูปแบบ ก่อนนำมาคั่วแยกทีละตัวด้วยโพรไฟล์ (Roast Profile) ที่ใช้ Develop Time หรือระยะเวลาในการพัฒนารสชาติระหว่างการคั่วแตกต่างกัน   เหตุผลที่ต้องคั่วแยก เพราะเมล็ดกาแฟแต่ละ Process มีคาแรกเตอร์เฉพาะตัวต่างกัน บางตัวโดดเด่นเรื่องความหวานและกลิ่นผลไม้ ขณะที่บางตัวให้สัมผัสที่นุ่ม กลมกล่อม และมีความลึกของรสชาติ การใช้โพรไฟล์การคั่วที่ต่างกันจึงช่วยดึงจุดเด่นของเมล็ดกาแฟแต่ละแบบออกมาได้ชัดที่สุด   หลังจากนั้น กาแฟทั้ง 2 โปรไฟล์จะถูกนำกลับมา Blend เข้าด้วยกันอีกครั้ง เพื่อสร้างบาลานซ์ของรสชาติให้ลงตัวที่สุด ทั้งในเรื่องกลิ่น ความหวาน ความนุ่ม และมิติของรสสัมผัสที่ค่อยๆ เปิดออกระหว่างการดื่ม   ผลลัพธ์ที่ได้จึงไม่ใช่กาแฟที่มีเพียงความเข้ม แต่เป็นกาแฟที่มีเลเยอร์ของรสชาติ ดื่มง่าย แต่ยังเต็มไปด้วยรายละเอียดและเอกลักษณ์เฉพาะตัวในแบบของ Taste of Nan   ทั้งหมดนี้สะท้อนถึงแนวคิดการคราฟต์กาแฟของพันธุ์ไทย ที่ใส่ใจในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเลือกวัตถุดิบ การแปรรูป การคั่ว ไปจนถึงการออกแบบรสชาติแบบ “แก้วต่อแก้ว” เพื่อให้กาแฟทุกแก้วออกมากลมกล่อมและสมบูรณ์ที่สุด   Taste of Nan รสชาติแบบไหน ทำไมถึงหอมละมุนจนต้องลอง   สิ่งแรกที่สัมผัสได้จาก Taste of Nan คือ “กลิ่นหอม” ที่มีความนุ่มและซับซ้อนในเวลาเดียวกัน ตั้งแต่ยังไม่ยกแก้วขึ้นดื่ม จะเริ่มได้กลิ่นโทนฟรุตตี้เบาๆ คล้ายผลไม้สุกอย่างเบอร์รี พีช และพรุน ผสมกับความหอมบางๆ ของดอกไม้สีขาวที่ช่วยให้ภาพรวมของกาแฟดูสดชื่นและละมุนมากขึ้น   เมื่อเริ่มจิบ รสชาติจะค่อยๆ เปิดออกอย่างนุ่มนวล ตัวกาแฟมี Body ที่สมดุล ไม่บางจนเกินไปและไม่หนักจนรู้สึกดื่มยาก ให้สัมผัสที่กลมกล่อม ลื่น และดื่มสบายตั้งแต่คำแรก   อีกหนึ่งจุดเด่นคือ Acidity หรือความเปรี้ยวของกาแฟ ที่มีความสดใสกำลังพอดี ช่วยเพิ่มมิติให้รสชาติดูมีชีวิต แต่ไม่ได้เปรี้ยวจนกลบรสอื่น ทำให้คนที่ไม่คุ้นกับกาแฟสาย Specialty ก็สามารถดื่มได้ง่ายเช่นกัน   ส่วนช่วงท้ายของรสชาติหรือ Aftertaste จะทิ้งความหวานละมุนคล้ายน้ำผึ้งป่า พร้อมความสดชื่นที่ค้างอยู่ในลำคอหลังจิบสุดท้าย ทำให้กาแฟแก้วนี้มีเสน่ห์ที่ไม่ได้จบแค่ตอนดื่ม แต่ยังทิ้งความรู้สึกนุ่มนวลไว้ต่ออีกพักใหญ่     มากกว่าความอร่อย คือการเติบโตของชุมชน   กาแฟที่ดี เริ่มต้นจากการเติบโตไปพร้อมกับคนในพื้นที่   เบื้องหลังความหอมละมุนของ “Taste of Nan” ไม่ได้มีเพียงเรื่องของรสชาติหรือกระบวนการคราฟต์กาแฟเท่านั้น แต่ยังเต็มไปด้วยเรื่องราวของผู้คนและชุมชนในพื้นที่ต้นทาง ที่เติบโตไปพร้อมกับกาแฟทุกแก้ว   หนึ่งในแนวคิดสำคัญของ พันธุ์ไทย คือการสร้างคุณค่าให้กับวัตถุดิบท้องถิ่น ผ่านการทำงานร่วมกับเกษตรกรไทยอย่างต่อเนื่อง ไม่ต่างจากแนวทางที่แบรนด์เคยสนับสนุนการรับซื้อชาอัสสัมจากจังหวัดน่าน เพื่อช่วยสร้างรายได้และผลักดันให้วัตถุดิบท้องถิ่นมีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น   สำหรับ Taste of Nan พันธุ์ไทยเลือกทำงานร่วมกับเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟในพื้นที่สูงของจังหวัดน่าน ตั้งแต่ต้นทางของการเพาะปลูก ไปจนถึงการพัฒนาคุณภาพเมล็ดกาแฟ เพื่อให้เกษตรกรสามารถเติบโตไปพร้อมกับแบรนด์ได้อย่างยั่งยืน   การรับซื้อเมล็ดกาแฟในราคาที่เป็นธรรม ไม่เพียงช่วยสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับชุมชน แต่ยังช่วยให้เกษตรกรสามารถกลับมาพัฒนาคุณภาพผลผลิตของตัวเองได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งในเรื่องการดูแลต้นกาแฟ การคัดเลือกผลเชอร์รี่ รวมถึงกระบวนการแปรรูปที่มีมาตรฐานมากขึ้น   เมื่อเมล็ดกาแฟคุณภาพดีขึ้น ก็ยิ่งช่วยเพิ่มโอกาสให้กาแฟไทยได้รับการยอมรับในวงการ Specialty Coffee มากขึ้นตามไปด้วย   การปลูกกาแฟใต้ร่มเงาป่าใหญ่ กับการฟื้นฟูธรรมชาติไปพร้อมกัน   อีกหนึ่งหัวใจสำคัญของ Taste of Nan คือแนวคิดเรื่องความยั่งยืนของพื้นที่ต้นน้ำและผืนป่า   กาแฟอาราบิก้าจำนวนมากในจังหวัดน่าน ถูกปลูกภายใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ในระบบ Shade-Grown Coffee ซึ่งเป็นรูปแบบการปลูกที่ช่วยให้ต้นกาแฟเติบโตร่วมกับธรรมชาติได้อย่างสมดุล   วิธีการปลูกลักษณะนี้ ไม่เพียงช่วยรักษาความชุ่มชื้นและสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะกับกาแฟคุณภาพสูง แต่ยังช่วยรักษาป่าเดิมและเพิ่มพื้นที่สีเขียวใหม่ในระยะยาว   In the past, หลายพื้นที่บนภูเขาสูงเคยเผชิญปัญหาการทำไร่เลื่อนลอยและภูเขาหัวโล้น แต่เมื่อกาแฟกลายเป็นพืชเศรษฐกิจที่สร้างรายได้อย่างยั่งยืน ชุมชนจึงเริ่มหันมาปลูกกาแฟควบคู่กับการดูแลผืนป่ามากขึ้น   ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น ไม่ได้มีเพียงเมล็ดกาแฟคุณภาพดี แต่ยังรวมถึงการฟื้นฟูระบบนิเวศ การลดการบุกรุกป่า และการช่วยชะลอผลกระทบจากภาวะโลกร้อนในระยะยาว   กาแฟหนึ่งแก้ว ที่เชื่อมโยงทั้งคน ธรรมชาติ และเรื่องราวท้องถิ่น   สิ่งที่ทำให้ Taste of Nan แตกต่าง จึงไม่ใช่แค่เรื่องของรสชาติหรือความพรีเมียมของเมล็ดกาแฟ แต่คือการเชื่อมโยงผู้คน ชุมชน และธรรมชาติเข้าไว้ด้วยกัน   ทุกแก้วของ Taste of Nan จึงไม่ได้มีเพียงความหอมละมุนหรือเลเยอร์ของรสชาติที่ซับซ้อน แต่ยังเต็มไปด้วยคุณค่าของการดูแลใส่ใจตั้งแต่ต้นน้ำ ทั้งในมิติของคุณภาพชีวิตเกษตรกร การรักษาผืนป่า และการผลักดันให้กาแฟไทยเติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมกับชุมชนจริงๆ     แนะนำเมนู “Taste of Nan” ซีรีส์กาแฟใหม่จากพันธุ์ไทย   พันธุ์ไทย เปิดตัว “Taste of Nan” ซีรีส์กาแฟใหม่ที่ตั้งใจพาคนดื่มออกเดินทางไปสัมผัสเสน่ห์ของกาแฟจากจังหวัดน่าน ผ่านเมล็ดกาแฟอาราบิก้า 100% คุณภาพพรีเมียมจากหนึ่งในแหล่งปลูกกาแฟที่กวาดรางวัลระดับประเทศมาอย่างต่อเนื่อง   ซีรีส์นี้เลือกใช้กาแฟสเปเชียลตี้ที่ผ่านการออกแบบรสชาติอย่างพิถีพิถัน ทั้งการ Blend เมล็ดกาแฟจาก 2 Process และการคั่วแยกด้วย Roast Profile ที่แตกต่างกัน เพื่อดึงคาแรกเตอร์ของเมล็ดกาแฟออกมาให้ชัดที่สุด   ผลลัพธ์ที่ได้คือกาแฟคั่วกลางที่มีบาลานซ์ของรสชาติอย่างลงตัว ให้เทสโน้ตโทนช็อกโกแลต อัลมอนด์ น้ำผึ้ง และผลไม้เขตร้อน พร้อมความหอมละมุน บอดี้นุ่มลึก ดื่มง่าย แต่ยังเต็มไปด้วยมิติของรสชาติในทุกจิบ   อีกหนึ่งความพิเศษของ Taste of Nan คือการออกแบบรสชาติให้เข้ากับเมนูนมได้อย่างลงตัว ช่วยขับทั้งความหวาน ความนุ่ม และความหอมของเมล็ดกาแฟให้ออกมาชัดเจนยิ่งขึ้น   เมนูแนะนำจากซีรีส์ Taste of Nan   ไทยเอสเพรสโซ — เข้มข้นแต่กลมกล่อม ได้ทั้งความหอมและความนุ่มในแก้วเดียว   ไทยคาปูชิโน — โฟมนมนุ่มละมุน เข้ากับกลิ่นหอมโทนช็อกโกแลตและถั่วได้อย่างลงตัว   ไทยลาเต้ — ดื่มง่าย นุ่มนวล พร้อมความหวานธรรมชาติจากเมล็ดกาแฟ   ไทยริกาโน — อเมริกาโนในแบบฉบับของคนไทย ที่ดึงเสน่ห์ของเมล็ดกาแฟน่านออกมาได้ชัดที่สุด   ดื่มด่ำความหอม นุ่ม ละมุนของกาแฟอาราบิก้าสุดพรีเมียมจากเมืองน่าน ได้ที่ร้านพันธุ์ไทยสาขาที่ร่วมรายการทั่วประเทศ หรือสั่งผ่านบริการเดลิเวอรี พร้อมส่งต่อความคราฟต์ถึงหน้าบ้าน ในราคาเริ่มต้นเพียง 60 บาทเท่านั้น! ดูเมนูกาแฟพันธุ์ไทยทั้งหมด พร้อมทั้งติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมได้เว็บไซต์กาแฟพันธุ์ไทยและ เฟสบุ๊ค PunThai Coffee   บทสรุป: Taste of Nan เสน่ห์ของเมืองน่าน   “Taste of Nan” ไม่ได้เป็นเพียงซีรีส์กาแฟใหม่จาก พันธุ์ไทย แต่คือการนำเสน่ห์ของจังหวัดน่านมาถ่ายทอดผ่านกาแฟหนึ่งแก้ว ตั้งแต่เมล็ดกาแฟอาราบิก้าคุณภาพ กระบวนการหมัก 72 ชั่วโมง ไปจนถึงการคราฟต์รสชาติอย่างพิถีพิถัน จนได้กาแฟที่ทั้งหอมละมุน มีมิติ และเต็มไปด้วยเรื่องราวของผู้คน ธรรมชาติ และวัฒนธรรมกาแฟไทยยุคใหม่ ที่ตั้งใจให้ทุกคนได้สัมผัสและจดจำ   คำถามพบบ่อยเกี่ยวกับ "Taste of Nan" กับการหมัก 72 ชั่วโมง   Q: Taste of Nan คืออะไร?   A: Taste of Nan คือซีรีส์กาแฟใหม่จาก พันธุ์ไทย ที่เลือกใช้เมล็ดกาแฟอาราบิก้า 100% จากจังหวัดน่าน พร้อมออกแบบรสชาติแบบ Specialty Coffee เพื่อถ่ายทอดเสน่ห์ของกาแฟไทยผ่านรสชาติ กลิ่น และงานคราฟต์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว   Q: การหมักกาแฟ 72 ชั่วโมง คืออะไร? A: คือกระบวนการ Fermentation หรือการหมักเมล็ดกาแฟเป็นระยะเวลานานถึง 72 ชั่วโมง เพื่อช่วยดึงกลิ่น รสชาติ และคาแรกเตอร์ที่ซ่อนอยู่ในเมล็ดกาแฟออกมาได้ชัดเจนมากขึ้น   Q: การหมัก 72 ชั่วโมง ส่งผลต่อรสชาติอย่างไร? A: การหมักช่วยเพิ่มมิติของรสชาติ ทำให้กาแฟมีความหอมละมุนมากขึ้น มีความหวานตามธรรมชาติชัดขึ้น และช่วยขับกลิ่นโทนผลไม้หรือดอกไม้ให้โดดเด่นขึ้นกว่ากาแฟทั่วไป   Q: Taste of Nan มี Taste Note แบบไหน? A: Taste Note ของซีรีส์นี้จะมาในโทนช็อกโกแลต อัลมอนด์ น้ำผึ้ง และผลไม้เขตร้อน พร้อมกลิ่นหอมละมุน ฟรุตตี้เบาๆ และ Aftertaste หวานนุ่มที่ติดปลายลิ้น   Q: Taste of Nan ดื่มยากไหม? A: แม้จะเป็นกาแฟสาย Specialty Coffee แต่ Taste of Nan ถูกออกแบบให้ดื่มง่าย มีความสมดุล และมี Body ที่นุ่ม จึงเหมาะทั้งสำหรับคอกาแฟ Specialty และคนที่อยากเริ่มลองกาแฟไทยในมุมใหม่   Q: ทำไมถึงเลือกใช้เมล็ดกาแฟจากจังหวัดน่าน? A: เพราะจังหวัดน่านเป็นหนึ่งในพื้นที่ปลูกกาแฟคุณภาพของไทย มีทั้งระดับความสูง อากาศเย็น และสภาพแวดล้อมที่เหมาะกับการปลูกกาแฟอาราบิก้า ทำให้เมล็ดกาแฟมีความหอม ความหวานธรรมชาติ และมิติของรสชาติที่โดดเด่น   Q: Taste of Nan มีเมนูอะไรบ้าง? A: ซีรีส์นี้พร้อมเสิร์ฟในหลากหลายเมนู เช่น ไทยเอสเพรสโซ ไทยคาปูชิโน ไทยลาเต้ และไทยริกาโน อเมริกาโนในแบบฉบับของคนไทย   Q: Taste of Nan ต่างจากกาแฟทั่วไปยังไง? A: ความแตกต่างอยู่ที่การคัดเลือกเมล็ดกาแฟคุณภาพ การ Blend จาก 2 Process การคั่วแยกด้วย Roast Profile ที่แตกต่างกัน รวมถึงกระบวนการหมัก 72 ชั่วโมง ที่ช่วยให้กาแฟมีเลเยอร์ของรสชาติและความหอมที่ซับซ้อนมากขึ้น   อ่านเพิ่มเติม: - Taste of Nan - พันธุ์ไทยเปิดตัว “Taste of Nan” ไทยริกาโน ซีรีย์ใหม่! - จาก แม่ฮ่องสอน สู่ น่าน  
อ่านต่อ
อัปเดตล่าสุด! 5 เมนู DIY ยอดฮิตจาก "พันธุ์ไทย" ที่ชาว TikTok คอนเฟิร์มว่าอร่อยแสงออกปาก
อัปเดตล่าสุด! 5 เมนู DIY ยอดฮิตจาก "พันธุ์ไทย" ที่ชาว TikTok คอนเฟิร์มว่าอร่อยแสงออกปาก   จากเครื่องดื่มบนป้ายไฟธรรมดา กลายเป็นเมนูลับสุดว้าวที่ถูกแชร์ต่อกันจนขึ้นฟีดบน TikTok! เรารวบรวม 5 สูตร DIY ยอดฮิตจากร้านกาแฟพันธุ์ไทยที่การันตีโดยยอดไลก์และคอมเมนต์ถล่มทลาย หน้าตาน่าถ่ายรูป รสชาติแปลกใหม่นัวละมุน จนสายโมดิฟายเครื่องดื่มลองแล้วต้องกลับมาสั่งซ้ำในงบสบายกระเป๋า   ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา "เมนู DIY" หรือการคัสตอมเครื่องดื่มตามสไตล์ตัวเอง กลายเป็นหนึ่งในเทรนด์ยอดฮิตบน TikTok และโซเชียลมีเดีย หลายคนสนุกกับการทดลองจับคู่เครื่องดื่ม ซอส และท็อปปิ้งต่าง ๆ เพื่อสร้างเมนูใหม่ที่ทั้งอร่อย น่าถ่ายรูป และมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร   แน่นอนว่ากระแสนี้ก็เกิดขึ้นในหมู่แฟน ๆ กาแฟพันธุ์ไทยเช่นกัน จนมีเมนูคัสตอมหลายสูตรถูกแชร์ต่อกันแบบปากต่อปากและกลายเป็นเมนูยอดฮิตในโลกออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นชาไทยสุดเข้มข้นที่จับคู่กับทีรามิสุ มัทฉะที่เพิ่มความฟินด้วยบราวนี่ หรือเครื่องดื่มผลไม้ที่เติมท็อปปิ้งจนได้ฟีลเหมือนคาเฟ่พรีเมียม[cite: 1]   บทความนี้จะพาคุณไปส่อง 5 เมนู DIY สุดฮิตจากพันธุ์ไทยที่ได้รับความนิยมในกลุ่มสายคอนเทนต์และสายคาเฟ่ พร้อมไอเดียคัสตอมที่สามารถนำไปลองสั่งตามได้จริง เผื่อว่าแก้วโปรดแก้วต่อไปของคุณ อาจซ่อนอยู่ในลิสต์นี้ก็ได้   ทำไมเมนู DIY ถึงกลายเป็นกระแสบน TikTok?   เทรนด์ "Secret Menu" ที่กำลังมาแรง   ถ้าใครไถฟีด TikTok บ่อย ๆ คงจะสังเกตเห็นเหล่าครีเอเตอร์สายกินพากันเดินเข้าคาเฟ่แล้วสั่งเมนูแปลก ๆ ที่ไม่มีอยู่บนป้ายไฟ เทรนด์ "Secret Menu" หรือเมนูลับกำลังมาแรงมากในยุคนี้ เพราะผู้บริโภคยุคใหม่มีพฤติกรรมชอบค้นหาและทดลองสิ่งใหม่ ๆ ที่แตกต่างจากเมนูปกติทั่วไป การสั่งตามสูตรมาตรฐานอาจจะไม่ตอบโจทย์ความเอ็กซ์คลูซีฟอีกต่อไปแล้ว   เมื่อการสั่งเครื่องดื่มกลายเป็นเรื่องสนุก   การคัสตอมเครื่องดื่มได้กลายมาเป็นคอนเทนต์ยอดนิยมที่มีเอนเกจเมนต์สูงมาก เพราะมันช่วยเปลี่ยนพฤติกรรมเดิม ๆ อย่างการซื้อกาแฟตอนเช้าให้กลายเป็นเรื่องสนุกและสร้างประสบการณ์เฉพาะตัว (Personalized Experience) ตั้งแต่ขั้นตอนการครีเอทสูตร การลุ้นผลลัพธ์หน้าเคาน์เตอร์ และที่สำคัญที่สุดคือ เมนูเหล่านี้มักจะแยกชั้นเลเยอร์สีสันสวยงาม มีท็อปปิ้งอลังการ ทำให้ แชร์ต่อได้ง่ายบนโซเชียลมีเดีย ใครเห็นก็อยากกดหัวใจและไปสั่งตามจนกลายเป็นกระแสไวรัลในข้ามคืน   รู้จักวัฒนธรรม "DIY Menu" ของสายคาเฟ่ยุคใหม่   ในโลกของ Cafe Hopper ยุคนี้ "เราไม่ได้สั่งแค่น้ำ แต่เราสั่งสไตล์ที่ชอบ" วัฒนธรรม DIY Menu จึงไม่ใช่แค่เรื่องของความอร่อยอย่างเดียว แต่มันคือการสะท้อนตัวตน ความคิดสร้างสรรค์ และความพิถีพิถันของตัวผู้สั่ง หลายครั้งเมนูที่กลายเป็นกระแสกลับไม่ใช่สูตรที่ดูเข้ากันอย่างลงตัวตั้งแต่แรก แต่เป็นการนำส่วนผสมที่คาดไม่ถึงมาลองจับคู่กัน จนเกิดเป็นรสชาติใหม่ที่อร่อยเกินคาด มีทั้งความแปลกใหม่ ความสนุก และมิติของรสชาติที่น่าสนใจ ยิ่งเมื่อมีคนลองแล้วบอกต่อ แชร์รีวิว หรือโพสต์ลงโซเชียล เมนูเหล่านั้นก็ยิ่งถูกพูดถึงและกลายเป็นเมนูไวรัลที่หลายคนอยากตามไปลองด้วยตัวเอง     สูตรที่ 1: "Matcha-Choc Brownie Frappe" (มัทฉะเฟรปเป้ + ซอสช็อกโกแลตข้างแก้ว + ท็อปบราวนี่หนึบ) (ราคาประมาณ 115 - 130 บาท)   - การคัสตอม: สั่งเมนู "มัทฉะเฟรปเป้" แล้วแจ้งว่าเพิ่มซอสช็อกโกแลตเข้มข้นราดวนรอบข้างแก้ว ท็อปด้านบนด้วยบราวนี่ (เลือกรสช็อกโกแลตหรือมัทฉะตามชอบ) แล้วราดปิดท้ายด้วยซอสช็อกโกแลตด้านบนอีกครั้ง   - สำหรับสาย: สายชาเขียวเลิฟเวอร์ตัวจริง และคนที่ชอบเครื่องดื่มสไตล์ขนมหวาน (Dessert Drink) เข้มข้น เคี้ยวเพลิน เต็มอิ่มในแก้วเดียว   - รสสัมผัสพรีเมียม: นี่คือเมนู D.I.Y. ในตำนานสุดฮิตที่คอกาแฟพันธุ์ไทยแอบสั่งกันอยู่ตลอด! ตัวเบสเป็นมัทฉะแท้เกรดพรีเมียมปั่นจนเนื้อเนียนละเอียด ได้กลิ่นหอมกรุ่นปนความขมอูมามิอันเป็นเอกลักษณ์ ผสมผสานอย่างลงตัวกับความหวานเข้มข้น ดาร์กสะใจของซอสช็อกโกแลตที่ราดอยู่รอบแก้ว เพิ่มความฟินขั้นสุดด้วยบราวนี่เนื้อหนึบหนับชิ้นพอดีคำที่ท็อปอยู่ด้านบน เวลาดูดพร้อมกันความขมของมัทฉะจะตัดกับความหวานเข้มของช็อกโกแลตได้อย่างไร้ที่ติ ได้รสชาติที่เข้มข้น นัว และมีเนื้อสัมผัสให้เคี้ยวสนุก ดูแพงราวกับสั่งเมนูซิกเนเจอร์มาจากคาเฟ่หรูเลย     สูตรที่ 2: "Strawberry Shortcake Milkshake" (นมสดปั่น + ซอสสตรอว์เบอร์รี + สตรอว์เบอร์รีฟรีซดราย + วิปครีม + บัตเตอร์คุกกี้) (ราคาประมาณ 105 - 120 บาท)   - การคัสตอม: สั่งเมนู "นมสดปั่น" ขอคัสตอม "ราดซอสสตรอว์เบอร์รีฉ่ำ ๆ รอบแก้ว ท็อปด้านบนด้วยวิปปิ้งครีมฟู ๆ โรยบัตเตอร์คุกกี้บด และปิดท้ายด้วยสตรอว์เบอร์รีฟรีซดรายกรอบ"   - สำหรับสาย: สายเครื่องดื่มสีพาสเทลสุดคิวท์ และคนที่หลงรักเมนูของหวานรสอมเปรี้ยวอมหวานสไตล์เบเกอรี   - รสสัมผัสพรีเมียม: นมสดแท้พาสเจอร์ไรส์ปั่นเนื้อเนียนละมุนลิ้น ดึงรสด้วยความเปรี้ยวหวานสดชื่นของซอสสตรอว์เบอร์รีรอบแก้ว ไฮไลท์เด็ดอยู่ตรงท็อปปิ้งวิปครีมฟู ๆ ที่พอดูดพร้อมบัตเตอร์คุกกี้เค็มมันและสตรอว์เบอร์รีฟรีซดรายกรอบ ๆ แล้ว รสชาติจะทวิสต์กลายเป็นเนื้อเค้กสตรอว์เบอร์รีชอร์ตเค้กในเวอร์ชันมิลค์เชคหรูหรา ถ่ายรูปขึ้นฟีด TikTok ปังมากแก้วนี้!     สูตรที่ 3: "Blueberry Cheesecake Frappe" (นมสดปั่น + เค้กบลูเบอร์รีชีสพาย) (ราคาประมาณ 125 - 145 บาท)   - การคัสตอม: สั่งเมนู "นมสดปั่น" (แนะนำหวานน้อย 25-50%) แจ้งบาริสต้าว่า "ขอเพิ่มเค้กบลูเบอร์รีชีสพาย นำลงไปปั่นรวมกับเบสนมสดครึ่งก้อน และท็อปวางไว้ด้านบนวิปครีมอีกครึ่งก้อนแบบฉ่ำ ๆ"   - สำหรับสาย: สายชีสเค้กเลิฟเวอร์ (Cheesecake Lover) และคนที่ชอบเครื่องดื่มเนื้อเนียนนุ่ม บอดี้หนาเข้มข้นสะใจ   - รสสัมผัสพรีเมียม: เมนูลับที่อร่อยแสงออกปากจนเป็นไวรัลทั่วโซเชียล! เบสนมสดเมื่อมีเนื้อเค้กบลูเบอร์รีชีสพายปั่นผสมลงไปด้วย จะทำให้น้ำปั่นทุกอึกมีความหอมมันนัวเหนียวเหนอะหนะของครีมชีสและพายกรุบกรอบสอดแทรกอยู่ด้านใน ตบด้วยรสเปรี้ยวหวานละมุนจากซอสและเนื้อบลูเบอร์รีชิ้นโตด้านบน ฟินเหมือนยกคาเฟ่ขนมหวานมาไว้ในแก้วเดียวเลย     สูตรที่ 4: "Double Creamy Choc-Caramel Popcorn" (คาราเมลคอฟฟี่ปั่น + ซอสช็อกโกแลตข้างแก้ว + ดับเบิลวิปครีมกลางและบนแก้ว + ป๊อปคอร์น) (ราคาประมาณ 120 - 135 บาท)   - การคัสตอม: สั่งเมนู "คาราเมลคอฟฟี่ปั่น" คัสตอมว่า "ขอซอสช็อกโกแลตราดวนรอบขอบแก้ว ใส่วิปปิ้งครีมไว้ตรงกลางแก้ว ท็อปด้านบนด้วยวิปปิ้งครีมอีกรอบและป๊อปคอร์นคาราเมล จากนั้นราดปิดท้ายด้วยซอสช็อกโกแลต"   - สำหรับสาย: สายคาเฟอีนรสหวานมันนัวเข้มข้น และคนชอบทานป๊อปคอร์นโรงหนังระดับเฟิร์สคลาส   - รสสัมผัสพรีเมียม: กาแฟเอสเพรสโซคั่วเข้มปั่นคาราเมลหอม ๆ ถูกอัปเกรดความครีมมี่ขั้นสุดด้วย "ดับเบิลวิปครีม" สองชั้นทั้งกลางแก้วและบนแก้ว ทำให้สัมผัสแรกมีความนุ่มนวลชวนฝัน ตัดเลี่ยนด้วยความเข้มขรึมของซอสช็อกโกแลต และเคี้ยวสนุกกรุบกรอบไปกับป๊อปคอร์นคาราเมลเคลือบฉ่ำด้านบน รวมทุกความฟินและรสสัมผัสสไตล์ครั้นชี่ไว้ได้อย่างน่าทึ่ง     สูตรที่ 5: "Siam-Tiramisu Cha-Thai Frappe" (ชาไทยปั่นตาลโตนด + ปาดซอสทีรามิสุ + วิปครีมมัทฉะ + คุกกี้และโอ้เอ๋วดึ๋ง) (ราคาประมาณ 135 - 155 บาท)   - การคัสตอม: สั่งเมนู "ชาไทยปั่น" ขอเพิ่มซอสตาลโตนดปั่นรวมเข้าไปด้วย จากนั้นปาดซอสทีรามิสุรอบแก้ว ใส่เยลลี่โอ้เอ๋วไว้ก้นแก้ว ท็อปด้านบนด้วยวิปปิ้งครีม โรยบัตเตอร์คุกกี้กรุบกรอบ และร่อนผงมัทฉะปิดท้ายด้านบนสุด   - สำหรับสาย: สายสตรีทฟู้ดทวิสต์เบเกอรีขั้นสุด ที่ชอบความอลังการ ซับซ้อน และอยากลองนวัตกรรมเมนูลับระดับมาสเตอร์พีซ   - รสสัมผัสพรีเมียม: เบสชาไทยสีส้มรสเข้มปั่นรวมกับซอสตาลโตนดที่ช่วยชูความหวานหอมนุ่มลึกอย่างเป็นธรรมชาติ เมื่อดูดผ่านหลอดคุณจะเจอความนุ่มเด้งดึ๋งแสนสดชื่นของเยลลี่โอ้เอ๋ว ตัดสลับกับความมันนัวหอมคาเฟ่อันเป็นเอกลักษณ์ของซอสทีรามิสุที่ปาดอยู่รอบแก้ว ยกระดับความพรีเมียมด้วยวิปครีมฟู ๆ ที่ถูกร่อนตัดเลี่ยนด้วยผงมัทฉะแท้บาง ๆ เจือขม และความกรอบเค็มมันของบัตเตอร์คุกกี้ รสชาติซับซ้อน อร่อยระเบิดในปากจนฉุดไม่อยู่จริง ๆ แก้วนี้!     อะไรที่ทำให้เมนู DIY เหล่านี้กลายเป็นไวรัล?   หน้าตาดี ถ่ายรูปขึ้นกล้อง   ปฏิเสธไม่ได้ว่าความสวยงามเป็นด่านแรกที่ดึงดูดสายตา การปาดซอสสลับชั้น การแยกเลเยอร์สีสันที่ตัดกันอย่างชัดเจน (เช่น เขียวมัทฉะตัดกับสตรอว์เบอร์รีสีแดงฉ่ำ) หรือการท็อปปิ้งเบเกอรีชิ้นโตไว้ด้านบน ทำให้เครื่องดื่มดูสวยงาม โดดเด่น และกระตุ้นให้คนอยากหยิบมือถือมาถ่ายรูป/อัดคลิปลงโซเชียลทันที   รสชาติแปลกใหม่แต่ดื่มง่าย   ถึงแม้จะเป็นเมนูที่คิดค้นขึ้นมาใหม่ แต่เบสหลักยังคงเป็นเครื่องดื่มที่ทุกคนคุ้นเคยและชื่นชอบอยู่แล้วอย่าง ชาไทย มัทฉะ หรือนมสด เมื่อนำมามิกซ์แอนด์แมตช์เพิ่มเติม จึงกลายเป็นรสชาติที่แปลกใหม่ น่าตื่นเต้น แต่ยังคงดื่มง่าย กลมกล่อม ถูกปากคนไทย ไม่ซับซ้อนจนดื่มยาก   มีทั้งความนุ่ม ความกรุบ และความสดชื่นในแก้วเดียว   เสน่ห์ที่ทำให้คนดูคลิปแล้วต้องรีบไปสั่งตาม คือการรวมกันของ "มัลติ-เทกซ์เจอร์" (Multi-Texture) ในหนึ่งแก้ว คุณจะได้สัมผัสความนุ่มละมุนของวิปครีมหรือเนื้อสมูทตี้ปั่น สลับกับความกรุบกรอบเคี้ยวเพลินของบัตเตอร์คุกกี้หรือถั่วแมคคาเดเมีย และปิดท้ายด้วยความรีเฟรชสดชื่นฉ่ำคอ เป็นมิติความอร่อยที่ไม่จำเจ   รู้สึกเหมือนได้ดื่มเมนูคาเฟ่ราคาแพง   เมนู DIY เหล่านี้ช่วยทลายกรอบของเครื่องดื่มราคาแมสทั่วไป เพราะการจัดเต็มทั้งวัตถุดิบและท็อปปิ้งพรีเมียมพาย/เค้ก ทำให้รสสัมผัสและภาพลักษณ์ที่ออกมาดูหรูหรา เหนือระดับ ยกระดับแก้วละหลักร้อยต้น ๆ ให้ฟีลเหมือนกำลังดื่มเครื่องดื่มซิกเนเจอร์แฮนด์คราฟต์จากคาเฟ่หรูระดับ Specialty เลานจ์เลยทีเดียว   เทคนิคสั่งเมนู DIY ให้ได้ฟีลคาเฟ่พรีเมียม   1. เพิ่มท็อปปิ้งอย่างพอดี   กฎทองของการ DIY คือ "ความพอดี" การสาดท็อปปิ้งทุกอย่างที่มีในร้านลงไปในแก้วเดียวอาจทำให้รสชาติตีกันนัวจนเพี้ยน ควรเลือกท็อปปิ้งเสริมไม่เกิน 2-3 ชนิดที่ส่งเสริมกัน เพื่อให้เครื่องดื่มยังคงความกลมกล่อมและไม่แน่นจนเกินไป   2. เลือกซอสให้เข้ากับเครื่องดื่ม   ซอสคือตัวเชื่อมมิติรสชาติและสร้างเลเยอร์ที่สวยงาม ควรเลือกซอสที่เสริมคาแรกเตอร์ของเบสหลัก เช่น เลือกซอสช็อกโกแลตเข้มข้นมาปาดขอบแก้วเพื่อเพิ่มความดาร์กนัวให้มัทฉะปั่น หรือเลือกซอสตาลโตนดไทยเดิมมาทวิสต์ความหวานหอมนุ่มลึกให้กับชาไทยปั่น   3. จับคู่รสชาติที่ตัดกัน (Contrast Pairing)   การจับคู่รสชาติขั้วตรงข้ามจะช่วยสร้างรสสัมผัสที่น่าตื่นเต้นและลดความเลี่ยนได้ดีเยี่ยม เช่น การนำความเปรี้ยวหวานฉ่ำของซอสผลไม้ (สตรอว์เบอร์รี/ส้ม) ไปตัดกับความขมอูมามิฝาดสะอาดของชามัทฉะ หรือการร่อนผงมัทฉะแท้เพื่อเบรคความหวานมันของซอสทีรามิสุ   4. เน้นความหลากหลายของเนื้อสัมผัส   เพื่อให้ได้ฟีลลิ่งเครื่องดื่มระดับมาสเตอร์พีซ ควรดีไซน์ให้มีเนื้อสัมผัสที่ต่างกันสลับชั้นอยู่ภายในแก้ว โดยมีทั้งส่วนที่เป็นน้ำปั่น (สมูทตี้, นมสด), ส่วนที่เป็น ความนุ่มหนึบเด้ง (เยลลี่โอ้เอ๋ว, บุกบราวน์ชูการ์, บราวนี่) และส่วนที่เป็น ความกรุบกรอบ (บัตเตอร์คุกกี้บด, แมคคาเดเมีย, ป๊อปคอร์น)   เมนูไหนเหมาะกับคุณ?   1. สายชาไทยและขนมหวาน   หากคุณเป็นคนที่เลิฟความหวานมัน นัว เข้มข้น และชอบเครื่องดื่มสไตล์ Dessert Drink ที่ดื่มแล้วอิ่มฟินเหมือนกินเค้กชิ้นโปรด คุณจะเหมาะที่สุดกับ "Siam-Tiramisu Cha-Thai Frappe" (ชาไทยปั่นตาลโตนดทวิสต์ซอสทีรามิสุ) เมนูนี้ตอบโจทย์ความหรูหราแบบไทย-อิตาเลียนได้อย่างอลังการแน่นอน   2. สายมัทฉะเลิฟเวอร์   สำหรับคนเน้นกลิ่นอายชาเขียวแท้ๆ รักความขมอูมามิที่มีเอกลักษณ์ แนะนำให้มุ่งตรงไปที่สองสูตรลับอย่าง "Matcha-Choc Cookie Crunch" (มัทฉะปั่นช็อกโกแลตบุกบราวน์ชูการ์) หรือ "Matcha Berry Macadamia Cream" ที่ได้ความพรีเมียมจากถั่วและซอสผลไม้มาตัดรสชาเขียวเข้ม ๆ ได้อย่างลงตัว   3. สายผลไม้และเครื่องดื่มสดชื่น   ถ้าคุณไม่ชอบความเลี่ยน หนักนม หรือหวานหนืด แต่ต้องการความรีเฟรชชิ่ง รีเซ็ตความเหนื่อยล้าท้าลมร้อน คุณจะหลงรักกลุ่มเมนูชามะลิดึ๋งปั่น เช่น "Pink Guava Berry Blossom" หรือ "Shine Muscat Jasmine Crunch" ที่ได้ความเปรี้ยวหวานของผลไม้แท้และสัมผัสเด้งดึ๋งแสนจริงใจจากเยลลี่โอ้เอ๋ว ดื่มแล้วสดชื่นสว่างวาบทันที   4. สายถ่ายรูปลง TikTok และ Instagram   สายอินฟลู แน่นอนต้องให้ความสำคัญกับความสวยงาม เลเยอร์สีสันต้องเป๊ะปัง เรียกยอดไลก์ถล่มทลาย เมนูที่ต้องสั่งคือ "Strawberry Shortcake Milkshake" นมสดปั่นสีชมพูพาสเทลท็อปปิ้งอลังการ หรือ "Blueberry Cheesecake Frappe" ที่วางเค้กบลูเบอร์รีชีสพายมาเป็นก้อนฉ่ำ ๆ ถ่ายมุมไหนก็สวยแพงสะดุดตาฟีดแน่นอน!   บทสรุป: เมนูที่อร่อยที่สุด อาจเป็นเมนูที่คุณออกแบบเอง! แม้สูตร DIY ที่กำลังเป็นไวรัลบน TikTok จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับการลองอะไรใหม่ ๆ แต่ความสนุกที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่การสั่งตามสูตรเป๊ะ ๆ แต่อยู่ที่การนำไอเดียเหล่านั้นมาต่อยอดให้เป็นสไตล์ของตัวเอง บางคนอาจชอบเพิ่มความหอมมันด้วยวิปครีม บางคนอาจหลงรักการจับคู่มัทฉะกับช็อกโกแลต หรือเลือกเติมโอ้เอ๋วเพื่อเพิ่มเนื้อสัมผัสให้เคี้ยวเพลิน ทุกการปรับแต่งล้วนทำให้เครื่องดื่มแก้วเดิมมีคาแรกเตอร์ที่แตกต่างออกไป   เพราะสุดท้ายแล้ว เมนูไวรัลไม่ได้เกิดจากสูตรลับที่ซับซ้อนเสมอไป แต่อาจเริ่มต้นจากความกล้าที่จะลองผสมสิ่งที่ตัวเองชอบเข้าด้วยกัน จนกลายเป็นเมนูแก้วโปรดที่คุณอยากกลับมาสั่งซ้ำอีกครั้ง และใครจะรู้... สูตรคัสตอมของคุณในวันนี้ อาจกลายเป็นเมนูไวรัลแก้วต่อไปในวันข้างหน้าก็ได้!   ถ้ายังไม่รู้จะเริ่มจากเมนูไหนดี ลองหยิบหนึ่งใน 5 สูตร DIY ยอดฮิตที่เราแนะนำไปเป็นแรงบันดาลใจก่อนก็ได้ หรือจะลองเปิดเมนูชาไทย มัทฉะ โอ้เอ๋ว กาแฟ และเครื่องดื่มอื่น ๆ ของพันธุ์ไทย แล้วเลือกจับคู่ส่วนผสมในสไตล์ที่ตัวเองชอบก็สนุกไม่แพ้กัน เพราะบางครั้งเมนูที่ถูกใจที่สุด อาจไม่ใช่เมนูที่กำลังเป็นกระแส แต่เป็นเมนูที่คุณค่อย ๆ ค้นพบและคัสตอมขึ้นมาในแบบของตัวเองก็ได้นะ ติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมได้เว็บไซต์กาแฟพันธุ์ไทยและ เฟสบุ๊ค PunThai Coffee![cite: 1]   คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเมนู DIY พันธุ์ไทยบน Tiktok   Q: เมนู DIY คืออะไร? A: เมนู DIY คือการนำเครื่องดื่มเมนูปกติมาปรับแต่งเพิ่มเติมตามความชอบ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มซอส ท็อปปิ้ง วิปครีม หรือส่วนผสมอื่น ๆ เพื่อสร้างรสชาติและประสบการณ์การดื่มในแบบที่เป็นตัวเองมากขึ้น   Q: สามารถคัสตอมเครื่องดื่มได้ทุกเมนูหรือไม่? A: เมนูส่วนใหญ่สามารถนำมาประยุกต์และเพิ่มความพิเศษได้ ขึ้นอยู่กับวัตถุดิบและท็อปปิ้งที่มีให้บริการในแต่ละช่วงเวลา โดยสามารถสอบถามพนักงานหน้าสาขาเพื่อแนะนำการจับคู่เมนูที่เหมาะสมได้   Q: เมนูไหนเหมาะสำหรับมือใหม่? A: สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มลองเมนู DIY แนะนำให้เริ่มจากเมนูยอดนิยมอย่างชาไทย มัทฉะลาเต้ หรือชามะลิดึ๋งปั่น แล้วค่อยเพิ่มซอสหรือท็อปปิ้งทีละอย่าง เพื่อค้นหารสชาติที่ชอบได้ง่ายขึ้น   Q: เมนูไหนกำลังเป็นกระแสบน TikTok? A: เมนูที่ได้รับความนิยมในกลุ่มสายคอนเทนต์และสายคาเฟ่ ได้แก่ ชาไทยปั่นท็อปทีรามิสุ มัทฉะเฟรปเป้บราวนี่ และมัทฉะสตรอว์เบอร์รีวิปครีม ซึ่งโดดเด่นทั้งเรื่องรสชาติและหน้าตาที่น่าถ่ายรูป   Q: การเพิ่มท็อปปิ้งทำให้รสชาติเปลี่ยนมากไหม? A: ช่วยเพิ่มมิติให้เครื่องดื่มได้อย่างชัดเจน ทั้งในด้านรสชาติ กลิ่น และเนื้อสัมผัส เช่น คุกกี้ช่วยเพิ่มความกรุบกรอบ วิปครีมเพิ่มความนุ่มละมุน หรือซอสผลไม้ที่ช่วยเพิ่มความสดชื่นและความซับซ้อนของรสชาติ   Q: เมนู DIY ราคาเริ่มต้นประมาณเท่าไร? A: โดยทั่วไปเมนู DIY จะมีราคาเริ่มต้นตั้งแต่หลักสิบปลาย ๆ ไปจนถึงร้อยต้น ๆ ขึ้นอยู่กับเมนูพื้นฐานและจำนวนท็อปปิ้งหรือส่วนผสมที่เลือกเพิ่ม   Q: สามารถสะสมคะแนน PT Max Card จากเมนู DIY ได้หรือไม่? A: ได้ เพียงแจ้งเบอร์โทรศัพท์หรือแสดงสมาชิก PT Max Card ก่อนชำระเงิน ทุกยอดใช้จ่ายจากการสั่งเครื่องดื่ม รวมถึงการเพิ่มซอส ท็อปปิ้ง หรือการคัสตอมเมนูต่าง ๆ สามารถนำไปสะสมคะแนนตามเงื่อนไขของระบบสมาชิกได้   อ้างอิง: - https://www.facebook.com/punthaicoffee/ - https://www.tiktok.com/@punthai_coffee_official  
อ่านต่อ
ชาไทย มัทฉะ โอ้เอ๋ว จับคู่กับอะไรดี? ส่อง 5 ไอเดีย DIY Menu เมนูพันธุ์ไทยประจำฤดูกาล
ชาไทย มัทฉะ โอ้เอ๋ว จับคู่กับอะไรดี? ส่อง 5 ไอเดีย DIY Menu กาแฟพันธุ์ไทยประจำฤดูกาล   เบื่อเมนูเดิม ๆ แต่ยังไม่รู้จะสั่งอะไรดี? ชวนมาลองจับคู่เครื่องดื่มยอดฮิตอย่างชาไทย มัทฉะ และโอ้เอ๋ว กับส่วนผสมต่าง ๆ ของร้านกาแฟพันธุ์ไทย เพื่อสร้างรสชาติใหม่ที่สดชื่น สนุกสนาน และเข้ากับสภาพอากาศเมืองไทย in แต่ละช่วงฤดูกาลได้อย่างลงตัว ในราคาสบายกระเป๋าชวนฟิน!   ชาไทย มัทฉะ และโอ้เอ๋ว นี่แหละ! สามเมนูยอดฮิตของพันธุ์ไทยที่ครองใจสายเครื่องดื่มมาอย่างต่อเนื่อง ด้วยเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันทั้งความหอมเข้มของชาไทย ความละมุนของมัทฉะ และความสดชื่นเคี้ยวเพลินของโอ้เอ๋ว แต่รู้หรือไม่ว่า เมนูเหล่านี้สามารถสนุกได้มากกว่าการสั่งแบบเดิม ๆ   เพียงแค่ลองเพิ่มท็อปปิ้ง ซอส หรือจับคู่กับส่วนผสมที่เข้ากัน คุณก็สามารถเปลี่ยนเครื่องดื่มแก้วธรรมดาให้กลายเป็นเมนูสุดพิเศษสไตล์คาเฟ่ได้ในงบสบายกระเป๋า บทความนี้จะพาไปส่อง 5 ไอเดีย DIY Menu จากเมนูยอดนิยมของพันธุ์ไทย ที่ทั้งน่าลอง น่าถ่ายรูป และอาจกลายเป็นแก้วโปรดแก้วใหม่ของคุณในฤดูกาลนี้   เมื่อการดื่มเครื่องดื่มไม่ได้มีแค่ "เมนูเดิม"   เทรนด์ DIY Drink ที่กำลังได้รับความนิยม   ทุกวันนี้การเดินเข้าคาเฟ่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การจิ้มเมนูตามป้ายไฟอีกต่อไปแล้ว เพราะพฤทีตกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เทรนด์ DIY (Do It Yourself) Drink หรือการดีไซน์เครื่องดื่มแก้วโปรดด้วยตัวเองกำลังได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม คนรุ่นใหม่ชอบความท้าทายในการค้นหา "เมนูเฉพาะตัว" ที่รสชาติแมตช์กับลิ้นของตัวเองมากที่สุด การได้ลองเพิ่มโน่น นิดปรับนี่หน่อย นอกเหนือจากจะได้รสชาติที่ถูกใจแล้ว ยังช่วยเพิ่มความสนุกสนานและสีสันให้กับการดื่มเครื่องดื่มในแต่ละวันได้เป็นอย่างดี   ทำไมเมนู Seasonal ถึงได้รับความนิยม   หลายคนน่าจะสังเกตเห็นว่า เมนูกลุ่มฤดูกาล (Seasonal Menu) ของกาแฟพันธุ์ไทยมักจะกลายเป็นกระแสทอล์กออฟเดอะทาวน์อยู่เสมอ นั่นเป็นเพราะเมนูเหล่านี้ถูกสร้างสรรค์ขึ้นมาเพื่อ สร้างประสบการณ์ใหม่จากวัตถุดิบเดิม ที่เราคุ้นเคย โดยดึงเอาผลไม้หรือขนมท้องถิ่นไทยมาผสมผสานให้เข้ากับสภาพอากาศและอารมณ์ความรู้สึกในแต่ละช่วงเวลา เช่น ความฉ่ำเย็นดับร้อนในซัมเมอร์ หรือความนุ่มนวลอบอุ่นในช่วงปลายปี ทำให้การดื่มเครื่องดื่มแต่ละแก้วมีเรื่องราวและน่าประทับใจยิ่งขึ้น   รู้จัก 3 ดาวเด่นประจำฤดูกาลของพันธุ์ไทย   ก่อนจะไปดูสูตรลับ เรามาทำความรู้จักกับ 3 วัตถุดิบดาวเด่นที่ขึ้นแท่นเป็นตัวมารดาแห่งการนำมา DIY มิกซ์แอนด์แมตช์ของร้านพันธุ์ไทยกันก่อน   - ชาไทย: นัมเบอร์วันในใจใครหลายคน โดดเด่นด้วยเนื้อสัมผัสที่หอม เข้มข้น นัว หวานมันสไตล์ไทยแท้แบบโบราณ ข้อดีคือมีบอดี้ชาที่แข็งแรงมาก ทำให้สามารถนำไปจับคู่ได้ดีทั้งกับช็อตกาแฟคั่วเข้ม หรือมิกซ์เป็นเมนูของหวานได้อย่างยอดเยี่ยม - มัทฉะ: ผงมัทฉะแท้เกรดพรีเมียมที่พันธุ์ไทยคัดสรรมาอย่างดี ให้กลิ่นรสชาเขียวที่ชัดเจน นุ่มลึก มีรสอูมามิเจือขมปลายๆ ยอดเยี่ยมในการนำมาสกัดผสมเพื่อเพิ่มมิติความพรีเมียมและความสดชื่นสไตล์มินิมอล - โอ้เอ๋ว: วัตถุดิบลับระดับซิกเนเจอร์ ขนมหวานท้องถิ่นชื่อดังสไตล์ภูเก็ตที่ถูกเนรมิตมาอยู่ในแก้วเครื่องดื่ม วุ้นโอ้เอ๋วมีความเด้ง ดึ๋ง สดชื่น เบา สบายท้อง ดื่มง่าย และเก็บกักความเย็นได้ดี จึงเป็นตัวช่วยดับร้อนที่สมบูรณ์แบบที่สุดสำหรับอากาศเมืองไทย   ส่องสูตรลับ 5 ไอเดีย DIY เมนูเด็ดประจำฤดูกาลจาก ชาไทย มัทฉะ โอ้เอ๋ว   บาริสต้าพันธุ์ไทยขอแชร์ 5 สูตรลับดึงดาเมจความอร่อยของ ชาไทย มัทฉะ และโอ้เอ๋ว ออกมาคัสตอมให้หรูหราแปลกใหม่ สั่งตามนี้รับรองว่าฟินแน่นอน!     สูตรที่ 1: "Siam-Tiramisu Cha-Thai Frappe" (ชาไทยปั่นตาลโตนด + ปาดซอสทีรามิสุ + วิปครีมมัทฉะ + คุกกี้บัตเตอร์และโอ้เอ๋วดึ๋ง) (ราคาประมาณ 135 - 155 บาท)   - การคัสตอม: สั่งเมนู "ชาไทยปั่น" และขอเพิ่มซอสตาลโตนดปั่นรวมเข้าไปด้วย จากนั้นให้ปาดซอสทีรามิสุรอบแก้ว ใส่เยลลี่โอ้เอ๋วไว้ก้นแก้ว ท็อปด้านบนด้วยวิปปิ้งครีมหนานุ่ม โรยบัตเตอร์คุกกี้กรุบกรอบ และร่อนผงมัทฉะปิดท้ายด้านบนสุด - สำหรับสาย: สายเครื่องดื่มเบเกอรี (Dessert Drink) ขั้นสุด ที่ชอบความหรูหรา ซับซ้อน ผสานความเป็นไทยโมเดิร์นและอิตาเลียนทวิสต์ได้อย่างอลังการ เต็มอิ่มทุกเนื้อสัมผัสในแก้วเดียว - รสสัมผัสพรีเมียม: นี่คือนวัตกรรมเครื่องดื่ม DIY ระดับมาสเตอร์พีซ! ตัวเบสคือชาไทยสีส้มรสเข้มข้นที่เป็นเอกลักษณ์ ปั่นรวมกับ "ซอสตาลโตนด" ที่มาช่วยเพิ่มความหวานโชยกลิ่นหอมละมุนนุ่มลึกอย่างเป็นธรรมชาติ เมื่อดูดผ่านก้นแก้วคุณจะเจอความนุ่มเด้งดึ๋งแสนสดชื่นของ "เยลลี่โอ้เอ๋ว" ตัดสลับกับความมันนัว เข้มข้น หอมละมุนคาเฟ่อันเป็นเอกลักษณ์ของ "ซอสทีรามิสุ" ที่ปาดอยู่รอบแก้ว ยกระดับความฟินด้านบนด้วยวิปปิ้งครีมฟู ๆ ที่ถูกเบรคความเลี่ยนด้วยความขมอูมามิฝาดสะอาดจาก "ผงมัทฉะแท้" ที่ร่อนไว้บาง ๆ ตบท้ายด้วยความกรุบกรอบเค็มมันของ "บัตเตอร์คุกกี้" แก้วนี้ให้มิติรสชาติที่อัศจรรย์มาก มีทั้งความหอมชาไทย นัวทีรามิสุ หวานละมุนตาลโตนด ขมตัดรสด้วยมัทฉะ แถมเคี้ยวสนุกทั้งความดึ๋งและความกรอบ เป็นเมนูลับที่หรูหราอลังการเหมือนหลุดออกมาจากไฟน์ไดนิ่งเลย!     สูตรที่ 2: "Matcha-Choc Cookie Crunch" (มัทฉะเฟรปเป้ + บุกบราวน์ชูการ์ + บัตเตอร์คุกกี้ + ซอสช็อกโกแลต) (ราคาประมาณ 115 - 130 บาท)   - การคัสตอม: สั่งเมนู "มัทฉะเฟรปเป้ (มัทฉะปั่น)" แล้วขอเพิ่มท็อปปิ้งบุกบราวน์ชูการ์ไว้ที่ก้นแก้ว ท็อปด้านบนด้วยวิปปิ้งครีมหนานุ่ม โรยบัตเตอร์คุกกี้กรุบกรอบ และราดปิดท้ายด้วยซอสช็อกโกแลตเข้มข้น - สำหรับสาย: สายชาเขียวเลิฟเวอร์ และคนที่รักความหนึบหนับของบุกปะทะความกรอบมันของคุกกี้แบบจัดเต็ม - รสสัมผัสพรีเมียม: ตัวเบสมัทฉะแท้เกรดพรีเมียมปั่นรสเข้มข้นเจือขมอูมามิ เข้ากันได้อย่างยอดเยี่ยมกับความหวานหอมเคี้ยวเพลินดับเบิลช็อตของบุกบราวน์ชูการ์ที่ก้นแก้ว บูสต์ความนัวด้านบนด้วยวิปครีมและบัตเตอร์คุกกี้เค็มมันกรุบกรอบ ตบด้วยซอสช็อกโกแลตดาร์กสะใจ รสชาติผสมผสานออกมามีมิติเนื้อสัมผัสสลับชั้นกันในปาก พรีเมียมจนต้องยอมให้ยอดวิวถล่มทลาย     สูตรที่ 3: "Matcha Strawberry Macadamia Cream" (มัทฉะลาเต้ + ซอสสตรอว์เบอร์รีฉ่ำ + ท็อปวิปครีมฟู + แมคคาเดเมียกรอบ) (ราคาประมาณ 125 - 140 บาท)   - การคัสตอม: สั่งเมนู "มัทฉะลาเต้เย็น" จากนั้นขอรองก้นแก้วหรือดริซเซิลด้วยซอสสตรอว์เบอร์รีฉ่ำๆ ท็อปด้านบนด้วยวิปปิ้งครีมฟูๆ แล้วโรยปิดท้ายด้วยแมคคาเดเมียกรุบกรอบ - สำหรับสาย: สายมัทฉะสตรอว์เบอร์รีเลิฟเวอร์ และคนที่ชอบเนื้อสัมผัสถั่วพรีเมียมให้เคี้ยวเพลิน หอมมันตัดรสชาติ - รสสัมผัสพรีเมียม: การจับคู่รสชาติสุดคลาสสิกที่ถูกอัปเวลให้หรูหราขึ้นไปอีกขั้น! ตัวเบสคือนมสดแท้ผสมผสานกับผงมัทฉะเกรดพรีเมียมเข้มข้นเจือขมปลายๆ รสขมอูมามิของชาเขียวจะถูกตัดสลับด้วยความเปรี้ยวหวานฉ่ำละมุนของซอสสตรอว์เบอร์รีที่ก้นแก้วอย่างลงตัว เพิ่มความนุ่มนั่วนัวละมุนด้วยวิปปิ้งครีมสดเนื้อฟู และไฮไลท์เด็ดคือความกรุบกรอบ เค็มมัน หอมมันเนยของ "แมคคาเดเมีย" ที่โรยอยู่ด้านบนสุด เวลาดื่มคุณจะได้สัมผัสรสชาติเปรี้ยว หวาน ขม นัว และความกรอบมันในอึกเดียว เป็นเมนูพรีเมียมที่สดชื่น มีมิติ และดูแพงมาก!     สูตรที่ 4: "Pink Guava Berry Blossom" (ชามะลิดึ๋งปั่นพิงก์กัววา + ซอสสตรอว์เบอร์รีรอบแก้ว + ท็อปวิปครีมสตรอว์เบอร์รีฉ่ำ) (ราคาประมาณ 115 - 130 บาท)   - การคัสตอม: สั่งเมนู "ชามะลิดึ๋งปั่นพิงก์กัววา" ขอเพิ่มซอสสตรอว์เบอร์รีราดวนรอบข้างแก้ว ท็อปด้านบนด้วยวิปปิ้งครีมนุ่มๆ และเนื้อสตรอว์เบอร์รีจุกๆ - สำหรับสาย: สายพาสเทลเลิฟเวอร์ และคนที่หลงรักชารสผลไม้ (Fruit Tea) โทนเบอร์รีและฝรั่งสีชมพู หวานซ่อนเปรี้ยวสดชื่นไม่มีเบื่อ - รสสัมผัสพรีเมียม: เมนูสุดคิวท์ที่เด่นด้วยกลิ่นหอมหวลอันเป็นเอกลักษณ์ของฝรั่งพิงก์กัววาสีชมพู ปั่นรวมกับชาเขียวกลิ่นมะลิจนได้รสชาติหวานฉ่ำท้าลมร้อน มีเนื้อโอ้เอ๋วดึ๋งๆ แสนจริงใจให้เคี้ยวเพลินที่ก้นแก้ว ความพรีเมียมจะอัปเวลทันทีเมื่อสลับชั้นด้วยซอสสตรอว์เบอร์รีเข้มข้นรอบแก้ว ตบท้ายด้วยความละมุนนุ่มฟูของวิปปิ้งครีมและสตรอว์เบอร์รีสดด้านบน รสชาติจะผสมผสานออกมานัว หอมหวานซ่อนเปรี้ยว ละมุนละไม เพลินสุดๆ จนลืมเวลานับแก้วโอ้เอ๋วที่ลอยอยู่เลย!   สูตรที่ 5: "Shine Muscat Jasmine Crunch" (ชามะลิดึ๋งปั่นไชน์มัสแคท + ท็อปวิปครีม + ซอสส้ม + บัตเตอร์คุกกี้กรอบ) (ราคาประมาณ 115 - 130 บาท)   - การคัสตอม: สั่งเมนู "ชามะลิดึ๋งปั่นไชน์มัสแคท" และขอท็อปด้านบนด้วยวิปปิ้งครีมนุ่มๆ เพิ่มท็อปปิ้งบัตเตอร์คุกกี้กรุบกรอบ และราดปิดท้ายด้วยซอสส้มหวานอมเปรี้ยว - สำหรับสาย: สายองุ่นไชน์มัสแคทและคนที่ชอบเครื่องดื่มสัมผัสกรุบกรอบ (Crunchy Smoothie) หอมละมุน สุดสดชื่น - รสสัมผัสพรีเมียม: เบสของแก้วนี้คือชาเขียวกลิ่นมะลิปั่นกับองุ่นไชน์มัสแคทสีเขียวสดใส ให้รสหวานฉ่ำอมเปรี้ยวนิดๆ รีเฟรชร่างกายได้ดีเยี่ยม พร้อมเนื้อโอ้เอ๋วเด้งดึ๋งเคี้ยวสนุกสะใจ แต่ความเหนือระดับคือการท็อปปิ้งด้วยวิปปิ้งครีมเนื้อเนียนนุ่ม ราดซอสส้มตระกูลซิสตรัสเพิ่มกลิ่นอายความสดชื่นสว่างวาบในปาก และโรยปิดท้ายด้วยบัตเตอร์คุกกี้กรุบกรอบ เค็มมันนัวๆ ความกรอบของคุกกี้และความนุ่มของวิปครีมจะเข้ากันได้ดีกับน้ำปั่นอย่างไม่น่าเชื่อ หรูหราเหมือนทานขนมหวานพรีเมียมในคาเฟ่ฟิวชันเลย!   ทำไมเมนู DIY ถึงช่วยให้การดื่มเครื่องดื่มเมนูพันธุ์ไทยสนุกขึ้น   ได้ค้นหารสชาติที่เป็นตัวเอง   เพราะต่อมรับรสและความชอบของแต่ละคนไม่มีคำว่าพิมพ์นิยม บางคนชอบกาแฟรสเปรี้ยวอมหวานโทนผลไม้ฉ่ำ ๆ บางคนชอบชานมบอดี้หนาเนื้อนัวละมุน การก้าวเข้าสู่โลกของเมนู DIY (Do It Yourself) จึงเปรียบเสมือนการสวมบทบาทเป็นบาริสต้าส่วนตัว คอยคัดสรรส่วนผสม ปรับแต่งบาลานซ์ และเลือกวัตถุประสงค์ในแก้วนั้น ๆ จนเกิดเป็นรสชาติที่ "ถูกต้องและถูกใจ" สำหรับเราคนเดียวอย่างแท้จริง   เปลี่ยนเมนูเดิมให้ไม่น่าเบื่อ   เครื่องดื่มแก้วเดิมที่ต้องดื่มทุกเช้าเพื่อปลุกพลัง แม้จะอร่อยแค่ไหนแต่เมื่อดื่มติดต่อกันนาน ๆ ก็อาจลดทอนความตื่นเต้นลงไปได้ แต่การลองคัสตอมเพียงเล็กน้อย เช่น การเปลี่ยนเบสนมสดเป็นนมโอ๊ตหอมมัน หรือการสั่งเพิ่มช็อตกาแฟพิเศษคั่วกลางอย่างไทยริกาโนเข้าไปจะช่วยสร้างแรงกระเพื่อมใหม่ ๆ ให้กับสัมผัสรับรส เปลี่ยนเช้าวันจันทร์ที่แสนน่าเบื่อให้กลับมามีสีสันและน่าค้นหาอีกครั้ง   สร้างเมนูประจำในแบบของตัวเอง   ความสนุกขั้นสุดของการสั่งเมนู DIY คือการที่เรามี "สูตรลับเฉพาะตัว" เอาไว้สั่งกับบาริสต้าคู่ใจ เวลาเดินไปหน้าเคาน์เตอร์แล้วสั่งส่วนผสมสลับเลเยอร์ในแบบที่ไม่มีใครเหมือน นอกจากจะได้เครื่องดื่มที่รสชาติดีเยี่ยมแล้ว ยังมอบความรู้สึกเอ็กซ์คลูซีฟและพรีเมียมทุกครั้งที่หลอดดูดสัมผัสเนื้อเครื่องดื่ม ชวนให้ภาคภูมิใจในแก้วที่ตัวเองครีเอทขึ้นมา     เทคนิคคัสตอมเครื่องดื่มให้อร่อยขึ้น   การสร้างสรรค์เมนู DIY ให้มีรสชาติพรีเมียมและได้สมดุลที่ดี ไม่ใช่แค่การนำทุกอย่างมารวมกันอย่างไร้ทิศทาง แต่คือศาสตร์แห่งการบาลานซ์รสชาติและเนื้อสัมผัส จากสูตรลับซิกเนเจอร์ทั้ง 5 แก้วข้างต้น เราสามารถสรุปออริจินัลเทคนิคที่บาริสต้าใช้ในการอัปเวลเครื่องดื่มพันธุ์ไทยให้หรูหราขึ้นได้ 4 เทคนิคหลักๆ ตามมาดูกันเลย!   1. การบาลานซ์ด้วยรสชาติที่ตัดกัน (Contrast Pairing)   แก้วพรีเมียมส่วนใหญ่เลือกใช้ความขัดแย้งของรสชาติมาสร้างความสมดุล เพื่อไม่ให้เครื่องดื่มมีมิติเดียวหรือหวานเลี่ยนจนเกินไป - ขมขรึมตัดหวานฉ่ำ: การจับคู่ผงมัทฉะแท้เกรดพรีเมียมที่มีรสขมอูมามิเจือฝาดสะอาด นำมาตัดกับซอสผลไม้รสเปรี้ยวหวานเข้มข้นอย่าง ซอสสตรอว์เบอร์รีฉ่ำๆ หรือนำรสขมของมัทฉะไปเบรคความหวานดาร์กของซอสช็อกโกแลตเข้มข้นรอบแก้ว - ฝาดสะอาดตัดหวานนุ่มลึก: การร่อนผงมัทฉะแท้ไว้บางๆ ด้านบนสุดของวิปครีม เพื่อช่วยเบรคความมันนัวและตัดรสหวานละมุนธรรมชาติของเบสชาไทยปั่นซอสตาลโตนดได้อย่างลงตัว   2. การสร้างมิติเนื้อสัมผัสที่หลากหลาย (Multi-Texture Layering)   เครื่องดื่มระดับ Specialty ที่หรูหรา จะต้องมอบประสบการณ์การเคี้ยวและสัมผัสในปาก (Mouthfeel) ที่น่าประทับใจตั้งแต่จิบแรกจนถึงก้นแก้ว - สัมผัสนุ่มเด้งดึ๋ง (Soft & Chewy): การเลือกใส่ เยลลี่โอ้เอ๋ว วัตถุดิบท้องถิ่นเนื้อเด้งแสนจริงใจ หรือบราวนี่เนื้อหนึบหนับชิ้นพอดีคำ ไว้ที่ก้นแก้วหรือท็อปด้านบน เพื่อเพิ่มความสนุกในการเคี้ยว - สัมผัสกรุบกรอบ (Crunchy): การเพิ่มท็อปปิ้งสายเนื้อสัมผัสแห้งอย่าง บัตเตอร์คุกกี้บด หรือ แมคคาเดเมีย เมล็ดถั่วพรีเมียมหอมมันเนย โรยปิดท้าย เพื่อให้ทุกอึกที่ดูดมีความกรุบกรอบมาสลับชั้นกับเนื้อน้ำปั่นเนียนละเอียด   3. การแต่งเติมความนัวด้วย "วิปปิ้งครีม" และซอสปาดขอบแก้ว   หน้าตาที่สวยงามและการเสิร์ฟแบบแยกชั้น (Layering) ช่วยอัปราคาและทำให้แก้วธรรมดาดูแพงขึ้นทันตาเห็น - ปาดซอสข้างแก้ว (Drizzle): การสั่งราดซอสช็อกโกแลต ซอสสตรอว์เบอร์รี หรือซอสทีรามิสุวนรอบขอบแก้ว นอกจากจะถ่ายรูปสวยสร้างเลเยอร์ทรีโทนแล้ว ซอสจะค่อยๆ ละลายผสมสลับชั้นเวลาน้ำแข็งละลาย ทำให้ได้รสชาติที่เข้มข้นสม่ำเสมอ - ท็อปวิปปิ้งครีมหนานุ่ม: การเพิ่มวิปครีมฟูๆ ไว้ด้านบนสุด แล้วราดซอสผลไม้ (เช่น ซอสส้ม ซอสสตรอว์เบอร์รี) ซ้ำอีกครั้ง จะช่วยเปลี่ยนเนื้อสัมผัสของน้ำผลไม้ปั่นธรรมดาให้กลายเป็น "ครีมมี่สมูทตี้" ที่นุ่มละมุนละไมเหมือนทานขนมหวาน   4. การชูเอกลักษณ์ความเป็นไทยโมเดิร์น (Modern Thai Twist)   เทคนิคขั้นสูงคือการนำวัตถุดิบพื้นบ้านไทยมาทวิสต์ผสมผสานกับสไตล์ตะวันตกได้อย่างมีชั้นเชิง เช่น การใช้ "ซอสตาลโตนด" ชูโรงความหวานโชยกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ ปั่นรวมกับเบสชาไทยรสเข้มข้น แล้วนำไปแมตช์เข้ากับ "ซอสทีรามิสุ" รสชาติมันนัวหอมคาเฟ่อันเป็นเอกลักษณ์ของอิตาลี เกิดเป็นมิติรสชาติสไตล์เบเกอรีขั้นสุด (Dessert Drink) ที่แปลกใหม่และน่าประทับใจที่สุด   บทสรุป: ชาไทย มัทฉะ หรือโอ้เอ๋ว จะอร่อยขึ้นเมื่อเป็นสไตล์ของคุณ สุดท้ายแล้ว ไม่มีสูตรตายตัวสำหรับคำว่า "แก้วที่ดีที่สุด" เพราะเสน่ห์ที่แท้จริงของการดื่มเครื่องดื่มยุคนี้คืออิสระในการดีไซน์ รสชาติของชาไทยที่หอมนัว ความขมอูมามิของมัทฉะ หรือความเด้งดึ๋งฉ่ำเย็นของโอ้เอ๋ว จะเปล่งประกายและมอบความฟินให้คุณได้มากที่สุด ก็ต่อเมื่อพวกมันถูกนำมาจับคู่และปรับจูนสัดส่วนให้เข้ากับลิ้นและความชอบของคุณเอง   การสร้างสรรค์เมนู DIY ในงบราคาหลักสิบปลายๆ ไปจนถึงร้อยต้นๆ ที่ร้านกาแฟพันธุ์ไทย ไม่เพียงแต่จะเปลี่ยนเมนูธรรมดาบนป้ายไฟให้กลายเป็น Signature แก้วโปรดระดับพรีเมียมที่ไม่ซ้ำใคร แต่ยังเป็นการเปิดประตูให้คุณได้สนุกกับการค้นหารสชาติที่เป็นตัวเองในทุกๆ วัน วันไหนเหนื่อยล้าลองเพิ่มช็อต วันไหนอยากสดชื่นลองเติมซอสผลไม้ แล้วคุณจะรู้ว่าเครื่องดื่มแก้วเดิม... อร่อยและพิเศษขึ้นได้อีกเยอะเมื่อมันถูกรังสรรค์มาเพื่อคุณ!   แต่อย่าลืมนะ! ทุกครั้งที่สั่งซื้อ ห้ามลืมแจ้งเบอร์โทรศัพท์เพื่อสะสมแต้ม PT Max Card นะ เพราะทุกบาททุกสตางค์จากการคัสตอมเพิ่มช็อต เปลี่ยนนม หรือเพิ่มท็อปปิ้ง จะถูกนำไปสะสมแต้มและนับยอดเพื่อเลื่อนระดับสมาชิก (Tier) ยิ่งไต่ระดับไปสู่ Silver, Gold หรือ Platinum ได้ไว คุณยิ่งได้รับสิทธิ์แลกคะแนนเรทพิเศษรวมถึงคูปองส่วนลดลับในแอป Max Me มาใช้เป็นทุนในการสร้างสรรค์เมนู DIY สุดล้ำแก้วถัดไปได้อย่างคุ้มค่าสุดๆ... บ่ายนี้ ลองเดินเข้าพันธุ์ไทยสาขาใกล้บ้าน แล้วยื่นสูตรคัสตอมที่เป็นตัวเองให้บาริสต้าลองเนรมิตกันดูนะ!   สำหรับใครที่เพิ่งดื่มพันธุ์ไทยครั้งแรก ลองสั่งเมนูซิกเนเจอร์อย่างไทยริกาโนหรือเมนูยอดนิยมอื่นๆ ก่อนได้เช่นกัน ติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมได้เว็บไซต์กาแฟพันธุ์ไทยและ เฟสบุ๊ค PunThai Coffee!   คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเมนู DIY ชาไทย มัทฉะ โอ้เอ๋ว   Q: โอ้เอ๋วเหมาะกับเมนูอะไรที่สุด? A: โอ้เอ๋วเป็นวุ้นท้องถิ่นเนื้อเด้งดึ๋งแสนจริงใจ จึง เหมาะที่สุดกับเมนูกลุ่มชาผลไม้ น้ำผลไม้คั้นสด หรือเมนูสมูทตี้ปั่น เช่น นำไปจับคู่กับชามะลิดึ๋งปั่นไชน์มัสแคท หรือชามะลิดึ๋งปั่นพิงก์กัววา ความเด้งสู้ฟันของโอ้เอ๋วที่ก้นแก้วจะช่วยเพิ่มเนื้สัมผัส (Texture) ให้เคี้ยวสนุก และช่วยทวีความฉ่ำเย็นสดชื่นได้อย่างสมบูรณ์แบบ   Q: เมนู DIY เหมาะกับคนที่ไม่ดื่มกาแฟหรือไม่? A: เหมาะอย่างแน่นอน เพราะสามารถเลือกคัสตอมเมนูชาไทย มัทฉะ หรือเครื่องดื่มอื่น ๆ ได้โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มกาแฟ ทำให้ยังคงสนุกกับการสร้างสรรค์เมนูในแบบของตัวเองได้   Q: สามารถปรับระดับความหวานของเครื่องดื่มได้หรือไม่? A: ได้ การปรับระดับความหวานเป็นวิธีง่าย ๆ ที่ช่วยเปลี่ยนรสชาติ of เครื่องดื่มให้เข้ากับความชอบของแต่ละคนมากขึ้น และยังช่วยดึงรสชาติของชาหรือกาแฟออกมาได้ชัดเจนขึ้นอีกด้วย   Q: เมนู DIY แบบไหนเหมาะกับอากาศร้อน? A: เมนูที่มีความสดชื่น เช่น โอ้เอ๋ว ไทยริกาโน หรืออเมริกาโนเย็น มักเป็นตัวเลือกยอดนิยม เพราะดื่มง่าย ช่วยคลายร้อน และไม่รู้สึกหนักจนเกินไป   Q: เมนูไหนมีคาเฟอีนมากกว่ากัน ระหว่างชาไทยกับมัทฉะ? A: ทั้งสองเมนูมีคาเฟอีนตามธรรมชาติ แต่ปริมาณอาจแตกต่างกันไปตามสูตรและสัดส่วนที่ใช้ในแต่ละเมนู โดยทั่วไปมัทฉะมักเป็นตัวเลือกยอดนิยมสำหรับคนที่ต้องการความสดชื่นและความตื่นตัวอย่างต่อเนื่อง   Q: สำหรับมือใหม่ ควรเริ่มดื่มชาไทยหรือมัทฉะก่อน? A: หากชอบเครื่องดื่มรสชาติหอมหวาน ดื่มง่าย ชาไทยอาจเป็นตัวเลือกที่เข้าถึงง่ายกว่า ส่วนคนที่ชอบกลิ่นชาเขียวและรสชาติที่มีความซับซ้อน มัทฉะก็น่าสนใจไม่แพ้กัน   Q: ชาไทยกับมัทฉะ เมนูไหนเหมาะกับการคัสตอมมากกว่า? A: ทั้งสองเมนูสามารถนำมาคัสตอมได้หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเพิ่มวิปครีม ซอสผลไม้ ซอสช็อกโกแลต หรือท็อปปิ้งต่าง ๆ ขึ้นอยู่กับสไตล์รสชาติที่ชอบ   Q: เมนูมัทฉะเข้ากับผลไม้ชนิดใดบ้าง? A: มัทฉะมักเข้ากันได้ดีกับผลไม้รสเปรี้ยวอมหวาน เช่น สตรอว์เบอร์รี ส้ม หรือผลไม้ตระกูลเบอร์รี ซึ่งช่วยเพิ่มความสดชื่นและสร้างมิติให้รสชาติ   อ้างอิง: - https://www.facebook.com/punthaicoffee  
อ่านต่อ
คิดถึง DIY Menu คิดถึงพันธุ์ไทย! เปิดคัมภีร์มิกซ์แอนด์แมทช์ ชา กาแฟ และท็อปปิ้ง ให้เป็นสูตรคุณเอง
คิดถึง DIY Menu คิดถึงพันธุ์ไทย! เปิดคัมภีร์มิกซ์แอนด์แมทช์ ชา กาแฟ และท็อปปิ้ง ให้เป็นสูตรคุณเอง   เบื่อเมนูเดิม ๆ แต่ไม่รู้จะเริ่มคัสตอมยังไง? บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักหลักการมิกซ์แอนด์แมทช์เครื่องดื่มแบบง่าย ๆ พร้อมไอเดียจับคู่ชา กาแฟ ซอส และท็อปปิ้งยอดฮิตของพันธุ์ไทย เพื่อสร้างเมนูแก้วโปรดในสไตล์ของตัวเองที่อร่อย นัวละมุน และฟินกว่าที่เคยในงบราคาจับต้องได้   เป็นกันไหมนะ... เดินเข้าร้านกาแฟด้วยความตั้งใจว่าจะสั่งเมนูเดิม แต่สุดท้ายกลับเห็นคนข้าง ๆ ได้เครื่องดื่มหน้าตาน่ากินแปลกตา จนอดสงสัยไม่ได้ว่าเขาสั่งอะไรกัน?   นั่นคือเสน่ห์ของ DIY Menu เทรนด์การคัสตอมเครื่องดื่มที่กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะทุกวันนี้คนไม่ได้มองหาแค่เครื่องดื่มที่อร่อย แต่ยังอยากได้เมนูที่สะท้อนความชอบและสไตล์ของตัวเองอีกด้วย บางคนชอบเพิ่มวิปครีมให้ละมุนขึ้น บางคนชอบเติมซอสผลไม้เพื่อเพิ่มความสดชื่น ขณะที่บางคนสนุกกับการทดลองจับคู่ส่วนผสมใหม่ ๆ จนได้รสชาติที่ไม่เหมือนใคร   และถ้าพูดถึงการคัสตอมเครื่องดื่มแบบสนุก ๆ "พันธุ์ไทย" ก็เป็นอีกหนึ่งร้านที่เปิดพื้นที่ให้คนรักชา กาแฟ และเครื่องดื่มหลากหลายสไตล์ได้มิกซ์แอนด์แมทช์กันอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นชาไทย มัทฉะ กาแฟ โอ้เอ๋ว ซอส หรือท็อปปิ้งต่าง ๆ ที่สามารถนำมาจับคู่สร้างสรรค์เป็นเมนูใหม่ได้แทบไม่รู้จบ   บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักหลักการคัสตอมเครื่องดื่มแบบง่าย ๆ พร้อมไอเดียการจับคู่รสชาติที่ช่วยให้การสั่งเครื่องดื่มแก้วเดิมไม่น่าเบื่ออีกต่อไป เพราะบางครั้งเมนูที่อร่อยที่สุด อาจไม่ใช่เมนูที่อยู่บนป้าย แต่เป็นเมนูที่คุณออกแบบขึ้นมาเองตั้งแต่ต้นจนจบ   ทำไม DIY Menu ถึงกลายเป็นเทรนด์ของคนรักเครื่องดื่ม?   จากการสั่งเมนู สู่การออกแบบรสชาติด้วยตัวเอง   ยุคนี้การดื่มเครื่องดื่มไม่ได้จำกัดอยู่แค่การชี้เลือกเมนูมาตรฐานบนป้ายไฟหน้าเคาน์เตอร์อีกต่อไป แต่พฤติกรรมของผู้บริโภคได้เปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคแห่งการ "ออกแบบรสชาติด้วยตัวเอง" เพราะต่อมรับรสและความชอบของแต่ละคนไม่มีคำว่าพิมพ์นิยม การได้ลองปรับแต่งจึงเปรียบเสมือนการสร้างสรรค์งานศิลปะที่กินได้   เสน่ห์ของเครื่องดื่มที่ไม่มีสูตรตายตัว   เสน่ห์ที่แท้จริงของ DIY Menu คืออิสระที่ไร้ขีดจำกัด เมื่อแก้วโปรดของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนอาจหลงรักกาแฟเนื้อบอดี้หนาแต่ซ่อนเปรี้ยวฉ่ำ บางคนชอบชาเขียวขมฝาดที่ตัดด้วยความมันนัว การคัสตอมช่วยทลายกรอบเดิม ๆ เปลี่ยนเช้าวันจันทร์ที่แสนจำเจให้กลายเป็นความตื่นเต้นท้าทายในทุกอึกที่ดูด   รู้จักองค์ประกอบของ DIY Menu ก่อนเริ่มคัสตอม   ก่อนจะก้าวเข้าสู่วงการบาริสต้าฝึกหัด เราต้องมาทำความเข้าใจ 3 องค์ประกอบหลักของเครื่องดื่มพันธุ์ไทยกันก่อน เพื่อให้คุณสามารถจัดหมวดหมู่สลับเลเยอร์ได้อย่างแม่นยำ   1. เลือก "เบสเครื่องดื่ม" ให้ตรงสไตล์   - กาแฟ: เมล็ดกาแฟพันธุ์ไทยรสเข้มข้น มีให้เลือกทั้งคั่วเข้มดุดันสะใจ และกาแฟคั่วกลาง (ไทยริกาโน) โทนผลไม้สดชื่น   - ชาไทย: นัมเบอร์วันเรื่องความหอม นัว รสสัมผัสเข้มข้นหวานมันสไตล์ไทยแท้ที่เป็นเอกลักษณ์   - มัทฉะ: ผงมัทฉะเกรดพรีเมียมเจือขมอูมามิปลายลิ้น ฝาดสะอาดสไตล์ญี่ปุ่นแท้   - ชาผลไม้: เบสชาเขียวกลิ่นมะลิหอมหวล ผสมผสานน้ำผลไม้แท้ ให้รสหวานอมเปรี้ยวสดชื่น   - โอ้เอ๋วและเครื่องดื่มสดชื่น: สมูทตี้ปั่นเนื้อเนียน หรือน้ำผลไม้คั้นสดที่เน้นความรีเฟรชชิ่ง รีเซ็ตความเหนื่อยล้า   2. เติม "รสชาติพิเศษ" ด้วยซอส   - ซอสช็อกโกแลต: หวานเข้มขรึม ดาร์กสะใจ เหมาะกับการปาดรอบแก้วเพิ่มมิติความดาร์ก   - ซอสสตรอว์เบอร์รี: เปรี้ยวหวานฉ่ำ มีเนื้อผลไม้สอดแทรก ช่วยตัดเลี่ยนได้ดีเยี่ยม   - ซอสส้ม: รสเปรี้ยวหวานตระกูลซิสตรัส ให้กลิ่นอายความสว่างวาบ สดชื่นกระปรี้กระเปร่า   - ซอสตาลโตนด: วัตถุดิบท้องถิ่นไทย ให้ความหวานละมุน โชยกลิ่นหอมนุ่มลึกเป็นธรรมชาติ   - ซอสทีรามิสุ: รสชาติมันนัว หอมกลิ่นคาเฟ่อันเป็นเอกลักษณ์สไตล์อิตาลีทวิสต์   3. เพิ่ม "ความสนุก" ด้วยท็อปปิ้ง   - วิปครีม: เนื้อสัมผัสฟูนุ่ม ละมุนลิ้น เพิ่มความหอมมันนัวระดับสิบ   - บราวนี่: เนื้อหนึบหนับ ชิ้นพอดีคำ เพิ่มบอดี้ให้เคี้ยวสนุกเหมือนทานขนม   - บัตเตอร์คุกกี้: คุกกี้บดละเอียด ให้เนื้อสัมผัสกรุบกรอบ มีความเค็มมันเนยตัดรสหวาน   - แมคคาเดเมีย: เมล็ดถั่วอบพรีเมียม กรอบมัน หรูหรา ชูรสสัมผัสเครื่องดื่มให้ดูแพง   - โอ้เอ๋ว: วุ้นท้องถิ่นเนื้อเด้งดึ๋งแสนจริงใจ ดับร้อนและเคี้ยวสู้ฟันสุด ๆ อยู่ก้นแก้ว   คัมภีร์จับคู่รสชาติสำหรับมือใหม่   หากยังนึกไม่ออกว่าจะมิกซ์อะไรเข้าด้วยกัน นี่คือสูตรจับคู่ยอดฮิตระดับคลาสสิกที่บาริสต้าแนะนำว่าเข้ากันแน่นอน รสชาติกลมกล่อมไม่ตีกันมั่ว   สายกาแฟ ควรจับคู่กับอะไร?   - เอสเปรสโซ + น้ำส้ม: สูตรลับปลุกพลังตอนเช้า รสเปรี้ยวฉ่ำของส้มช่วยชูความอโรมาของกาแฟคั่วกลางให้โดดเด่น สดชื่นตื่นเต็มตา   - ลาเต้ + บัตเตอร์คุกกี้: เปลี่ยนกาแฟนมธรรมดาให้เป็นคุ้กกี้แอนด์ครีมพรีเมียม ได้ความกรอบเค็มมันมาสลับกับความนุ่มของนมสด   - มอคค่า + บราวนี่: ดับเบิลความดาร์กช็อกโกแลต เคี้ยวบราวนี่หนึบหนับไปพร้อมกับดูดกาแฟรสเข้ม   สายชาไทย ควรจับคู่กับอะไร?   - ชาไทย + ตาลโตนด: ที่สุดของความหอมนุ่มนวล ซอสตาลโตนดจะไปช่วยยกระดับความหวานของชาไทยให้มีเลเยอร์นุ่มลึก ไม่หวานแหลม   - ชาไทย + ทีรามิสุ: ฟิวกาแฟกึ่งเบเกอรี ปาดซอสทีรามิสุรอบแก้ว ชาไทยจะมีความมันนัวแบบขนมหวานสไตล์ตะวันตก   - ชาไทย + วิปครีม: เมนูเซฟโซนสำหรับสายคลั่งรักความนัว เพิ่มบาลานซ์ให้ชาไทยมีความครีมมี่นุ่มลึก   สายมัทฉะ ควรจับคู่กับอะไร?   - มัทฉะ + ช็อกโกแลต: คู่หูสายดีป (Deep) รสขมอูมามิของชาเขียวแท้ ปะทะความหวานดาร์กของช็อกโกแลต เป็นมิติความขมสองขั้วที่ลงตัว   - มัทฉะ + สตรอว์เบอร์รี: สีสันตัดกันสวยงาม รสเปรี้ยวฉ่ำของเบอร์รีจะช่วยเบรคความฝาดสะอาดของมัทฉะ ดื่มง่าย สดชื่นมาก   - มัทฉะ + แมคคาเดเมีย: ยกระดับความหรูหรา ความมันของแมคคาเดเมียอบจะช่วยชูโรงคาแรกเตอร์ของมัทฉะลาเต้ให้ดูแพง   สายผลไม้และโอ้เอ๋ว ควรจับคู่กับอะไร?   - โอ้เอ๋ว + พิงก์กัววา: ฝรั่งสีชมพูพิงก์กัววาปั่นหอม ๆ ดูดพร้อมโอ้เอ๋วเด้งดึ๋งก้นแก้ว ดับร้อนได้ดีที่สุด   - โอ้เอ๋ว + ไชน์มัสแคท: องุ่นเขียวหวานฉ่ำอมเปรี้ยวนิด ๆ เข้ากันได้ดีกับเนื้อสัมผัสฉ่ำเย็นของวุ้นโอ้เอ๋ว   - ชาผลไม้ + ซอสเบอร์รี: เพิ่มเลเยอร์ความเปรี้ยวอมหวานด้วยการรองก้นแก้วด้วยซอสเบอร์รีเข้มข้น ก่อนเทชาผลไม้ทับลงไป   5 สูตร DIY พันธุ์ไทยที่ทำตามได้จริง (การันตีความอร่อยแสงออกปาก)   ทฤษฎีแน่นแล้ว ถึงเวลาลงสนามจริง! หากยังไม่รู้ว่าจะเริ่มคัสตอมจากอะไรดี ลองหยิบหนึ่งใน 5 สูตรยอดฮิตเหล่านี้ไปเป็นแรงบันดาลใจก่อนได้เลย เพราะแต่ละแก้วผ่านการจับคู่รสชาติและเนื้อสัมผัสมาอย่างลงตัว ทั้งสายชาไทย สายมัทฉะ และสายผลไม้ รับรองว่าดื่มสนุก ถ่ายรูปสวย และมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร บ่ายนี้ถือสูตรเหล่านี้ไปยื่นให้บาริสต้าพันธุ์ไทยเนรมิตความฟินกันได้เลย!     สูตรที่ 1: "Double Caramel-To-Node Latte" (ดับเบิลลาเต้คาราเมล + โฟมนมตาลโตนด + แมคคาเดเมีย) (ราคาประมาณ 110 - 125 บาท)   - การคัสตอม: สั่งเมนู "คาราเมลลาเต้เย็น" ขอเพิ่มเอสเพรสโซช็อต (+1 Extra Shot) จากนั้นแจ้งบาริสต้าว่า "ขอท็อปด้านบนด้วยโฟมนมนุ่ม ๆ ที่ผสมกับซอสตาลโตนด และโรยปิดท้ายด้วยถั่วแมคคาเดเมียกรุบกรอบ"   - สำหรับสาย: สายกาแฟนม (Milk Coffee) ที่ชอบความนุ่มนวลละมุนละไม แต่ยังคงต้องการบอดี้กาแฟที่เข้มข้น ดื่มแล้วตื่นเต็มตา   - รสสัมผัสพรีเมียม: บูสต์ความเข้มข้นของกาแฟลาเต้ด้วยเบิ้ลช็อต ผสานความหอมหวานของไซรัปคาราเมล ไฮไลท์เด็ดคือ "โฟมนมตาลโตนด" ด้านบนที่ให้สัมผัสเนียนนุ่ม โชยกลิ่นหอมหวานนุ่มลึกเป็นธรรมชาติของวัตถุดิบท้องถิ่นไทย ทานคู่กับความมันเนยของแมคคาเดเมียอบกรอบ ได้รสชาติที่นุ่ม มัน นัว และเข้มข้นลงตัวมาก     สูตรที่ 2: "Thai Tea Matcha Two Tone" (ชาไทย + บุกบราวน์ชูการ์ + มัทฉะช็อต) (ราคาประมาณ 105 - 120 บาท)   - การคัสตอม: สั่งเมนู "ชาไทยเย็น" (แนะนำสูตรหวานน้อย 25% หรือ 50%) ขอคัสตอม "เพิ่มท็อปปิ้งมุกบุกบราวน์ชูการ์ไว้ที่ก้นแก้ว และขอท็อปราดด้านบนสุดด้วยช็อตมัทฉะเข้มข้นแบบแยกเลเยอร์"   - สำหรับสาย: สายชาเลิฟเวอร์ (Tea Lover) ที่เลือกไม่ได้ระหว่างชาส้มกับชาเขียว และชอบเคี้ยวเนื้อสัมผัสหนึบหนับสู้ฟัน   - รสสัมผัสพรีเมียม: นี่คือนวัตกรรมเมนูฟิวชันทรีโทน (Three-Tone) ที่ถ่ายรูปสวยสุด ๆ ชั้นล่างสุดคือความหวานหอมหนึบหนับของบุกบราวน์ชูการ์ ตัดสลับกับความหอมนัวเข้มข้นของชาไทยชั้นกลาง ตบท้ายด้วยความขมอูมามิฝาดสะอาดอันเป็นเอกลักษณ์ของมัทฉะช็อตด้านบนสุด เวลาดูดพร้อมกัน รสชาติของชาทั้งสองสายพันธุ์จะบาลานซ์กันได้อย่างมหัศจรรย์ ไม่เลี่ยน และเข้มข้นสะใจมาก     สูตรที่ 3: "Pink Guava Berry Blossom" (ชามะลิดึ๋งปั่นพิงก์กัววา + ซอสสตรอว์เบอร์รีรอบแก้ว + ท็อปวิปครีมสตรอว์เบอร์รีฉ่ำ) (ราคาประมาณ 115 - 130 บาท)   - การคัสตอม: สั่งเมนู "ชามะลิดึ๋งปั่นพิงก์กัววา" ขอเพิ่มซอสสตรอว์เบอร์รีราดวนรอบข้างแก้ว ท็อปด้านบนด้วยวิปปิ้งครีมนุ่มๆ และเนื้อสตรอว์เบอร์รีจุกๆ   - สำหรับสาย: สายพาสเทลเลิฟเวอร์ และคนที่หลงรักชารสผลไม้ (Fruit Tea) โทนเบอร์รีและฝรั่งสีชมพู หวานซ่อนเปรี้ยวสดชื่นไม่มีเบื่อ   - รสสัมผัสพรีเมียม: เมนูสุดคิวท์ที่เด่นด้วยกลิ่นหอมหวลอันเป็นเอกลักษณ์ของฝรั่งพิงก์กัววาสีชมพู ปั่นรวมกับชาเขียวกลิ่นมะลิจนได้รสชาติหวานฉ่ำท้าลมร้อน มีเนื้อโอ้เอ๋วดึ๋งๆ แสนจริงใจให้เคี้ยวเพลินที่ก้นแก้ว ความพรีเมียมจะอัปเวลทันทีเมื่อสลับชั้นด้วยซอสสตรอว์เบอร์รีเข้มข้นรอบแก้ว ตบท้ายด้วยความละมุนนุ่มฟูของวิปปิ้งครีมและสตรอว์เบอร์รีสดด้านบน รสชาติจะผสมผสานออกมานัว หอมหวานซ่อนเปรี้ยว ละมุนละไม เพลินสุดๆ จนลืมเวลานับแก้วโอ้เอ๋วที่ลอยอยู่เลย!     สูตรที่ 4: "Shine Muscat Jasmine Crunch" (ชามะลิดึ๋งปั่นไชน์มัสแคท + ท็อปวิปครีม + ซอสส้ม + บัตเตอร์คุกกี้กรอบ) (ราคาประมาณ 115 - 130 บาท)   - การคัสตอม: สั่งเมนู "ชามะลิดึ๋งปั่นไชน์มัสแคท" และขอท็อปด้านบนด้วยวิปปิ้งครีมนุ่มๆ เพิ่มท็อปปิ้งบัตเตอร์คุกกี้กรุบกรอบ และราดปิดท้ายด้วยซอสส้มหวานอมเปรี้ยว   - สำหรับสาย: สายองุ่นไชน์มัสแคทและคนที่ชอบเครื่องดื่มสัมผัสกรุบกรอบ (Crunchy Smoothie) หอมละมุน สุดสดชื่น   - รสสัมผัสพรีเมียม: เบสของแก้วนี้คือชาเขียวกลิ่นมะลิปั่นกับองุ่นไชน์มัสแคทสีเขียวสดใส ให้รสหวานฉ่ำอมเปรี้ยวนิดๆ รีเฟรชร่างกายได้ดีเยี่ยม พร้อมเนื้อโอ้เอ๋วเด้งดึ๋งเคี้ยวสนุกสะใจ แต่ความเหนือระดับคือการท็อปปิ้งด้วยวิปปิ้งครีมเนื้อเนียนนุ่ม ราดซอสส้มตระกูลซิสตรัสเพิ่มกลิ่นอายความสดชื่นสว่างวาบในปาก และโรยปิดท้ายด้วยบัตเตอร์คุกกี้กรุบกรอบ เค็มมันนัวๆ ความกรอบของคุกกี้และความนุ่มของวิปครีมจะเข้ากันได้ดีกับน้ำปั่นอย่างไม่น่าเชื่อ หรูหราเหมือนทานขนมหวานพรีเมียมในคาเฟ่ฟิวชันเลย!   สูตรที่ 4: "Matcha Oreo Midnight Frappe" (มัทฉะโอริโอ้เฟรปเป้ + วิปครีม + ซอสช็อกโกแลต) (ราคาประมาณ 115 - 130 บาท)   - การคัสตอม: สั่งเมนู "มัทฉะเฟรปเป้ (มัทฉะปั่น)" แล้วแจ้งว่า "ขอเพิ่มคุกกี้โอริโอ้ลงไปปั่นรวมด้วย ท็อปด้านบนด้วยวิปปิ้งครีมหนานุ่ม และราดปิดท้ายด้วยซอสช็อกโกแลตเข้มข้นซ้ำอีกครั้ง"   - สำหรับสาย: สายมัทฉะสายช็อก (Matcha-Choc) และคนที่ชอบดื่มน้ำปั่นเนื้อเนียนที่มีเศษคุกกี้กรุบกรอบให้เคี้ยวเพลินในทุกอึก   - รสสัมผัสพรีเมียม: เมนูยอดฮิตตลอดกาลที่ถูกใจทุกวัย รสขมอูมามิของมัทฉะแท้เกรดพรีเมียมจะถูกบาลานซ์ด้วยความหวานมันและรสช็อกโกแลตอันเป็นเอกลักษณ์ของคุกกี้โอริโอ้ที่ปั่นหยาบ ๆ อยู่ในเนื้อสมูทตี้ บูสต์ความฟินขั้นสุดด้วยวิปครีมสดและซอสช็อกโกแลตดาร์กฉ่ำ ๆ รสชาติจะเข้มข้น นัว ดาร์กสะใจ และได้เคี้ยวเศษคุกกี้กรุบ ๆ เพลินจนหมดแก้วแน่นอน   สูตรที่ 5: "Grand Hazelnut-Tiramisu Waffle Frappe" (ฮาเซลนัทคอฟฟี่ปั่น + ซอสทีรามิสุ + ซอสตาลโตนด + วิปครีม + วาฟเฟิลคาราเมล + บัตเตอร์คุกกี้) (ราคาประมาณ 140 - 160 บาท)   - การคัสตอม: สั่งเมนู "ฮาเซลนัทคอฟฟี่ปั่น" ขอคัสตอม "ปาดซอสทีรามิสุรอบแก้ว เพิ่มซอสตาลโตนดปั่นรวมเข้าไป ท็อปด้านบนด้วยวิปปิ้งครีมฟู ๆ โรยบัตเตอร์คุกกี้บด และปักตกแต่งด้วยวาฟเฟิลคาราเมล"   - สำหรับสาย: สายของหวานขั้นสุด (Dessert Drink) ที่หลงรักความหรูหราอลังการสไตล์คาเฟ่ตะวันตก ท็อปปิ้งแน่น ๆ เหมือนทานขนมจานพรีเมียม   - รสสัมผัสพรีเมียม: เบสกาแฟปั่นกลิ่นถั่วฮาเซลนัทหอมกรุ่น ทวีความนุ่มลึกด้วยซอสตาลโตนดและซอสทีรามิสุสุดมันนัวรอบแก้ว ยกระดับความครีมมี่ด้วยวิปครีมเนื้อเนียน ตบด้วยสัมผัสกรุบกรอบของบัตเตอร์คุกกี้บด และความหนึบหอมหวานของวาฟเฟิลคาราเมลชิ้นโต เป็นแก้วที่รวมเอาศาสตร์แห่งเบเกอรีมาไว้ในกาแฟปั่นได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด   เทคนิคคัสตอมให้รสชาติลงตัวมากขึ้น   - อย่าใส่ทุกอย่างในแก้วเดียว: การสาดท็อปปิ้งทุกอย่างในร้านลงไปจะทำให้รสชาติตีกันจนเพี้ยนและเลี่ยนเกินไป ควรจำกัดส่วนเสริมให้อยู่ที่ประมาณ 2-3 ชนิดก็เพียงพอแล้ว   - เลือกรสชาติหลักเพียง 1-2 ตัว: กำหนดทิศทางของแก้วให้ชัดเจน เช่น ถ้าอยากชูความเปรี้ยวหวานของสตรอว์เบอร์รี ก็ให้เลือกเบสเป็นนมสดหรือมัทฉะ เพื่อเป็นฉากหลังให้รสผลไม้โดดเด่น ไม่ควรใส่ซอสส้มหรือซอสตาลโตนดซ้ำเข้าไปอีก   - สร้างสมดุลระหว่างหวาน เปรี้ยว ขม และมัน (Contrast Pairing): ใช้ขั้วตรงข้ามมาตัดรสเพื่อความกลมกล่อม เช่น หากเครื่องดื่มมีความหวานมันของนมและวิปครีมสูง ควรใช้ความขมของผงมัทฉะหรือความเปรี้ยวตระกูลเบอร์รีมาเบรคความเลี่ยน   - คิดถึงเนื้อสัมผัส (Texture) ไปพร้อมกับรสชาติ: แก้วที่พรีเมียมต้องสนุกทั้งรสชาติและการเคี้ยว ควรดีไซน์ให้มีทั้งความเนียนนุ่ม (นมปั่น/วิปครีม), ความหนึบเด้ง (โอ้เอ๋ว/บุก) และความกรุบกรอบ (คุกกี้/แมคคาเดเมีย) สลับชั้นกันในแก้ว   เมนูแบบไหนที่เหมาะกับคุณ?   เพื่อให้คุณตัดสินใจได้ง่ายขึ้นก่อนจะเดินไปสั่งหน้าเคาน์เตอร์กาแฟพันธุ์ไทย ลองมาเช็กกันดูว่าคุณจัดอยู่ในทีมไหน และควรเลือกเบสหรือท็อปปิ้งอย่างไรเพื่อให้ได้แก้วที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คุณมากที่สุด   - สายหวาน (Dessert Drink): หากคุณเป็นคนที่เลิฟความหวานมัน นัว เข้มข้น และมองหาเครื่องดื่มที่ให้รสสัมผัสเต็มอิ่มฟินใจเหมือนกินเค้กชิ้นโปรด คุณจะเหมาะที่สุดกับเครื่องดื่ม กลุ่มเฟรปเป้ (เมนูปั่น) ที่เพิ่มความพรีเมียมด้วย "ซอสทีรามิสุ" หรือ "ซอสตาลโตนด" แล้วท็อปปิ้งจัดเต็มด้วย "วิปครีม" และของเคี้ยวหนึบหนับอย่าง "บราวนี่" หรือ "วาฟเฟิลคาราเมล" ดื่มแล้วอิ่มอร่อยชาร์จพลังบ่ายวันทำงานได้ยอดเยี่ยม   - สายกาแฟ (Caffeine Lover): สำหรับชาวออฟฟิศที่ต้องการคาเฟอีนเข้มๆ มาปลุกสมอง แต่ก็เริ่มเบื่อกาแฟเดิม ๆ แนะนำให้เลือกเบสเป็น "เอสเพรสโซช็อตคั่วเข้ม" หรือคั่วกลางของพันธุ์ไทย แล้วเติมความสนุกด้วยการ "ดับเบิลช็อต (+1 Extra Shot)" เพื่อให้รสกาแฟเข้มสู้นม หรือทดลองจับคู่กาแฟดำเข้ากับ "ซอสส้ม" หรือจะเปลี่ยนจากนมวัวปกติมาเป็น "นมโอ๊ต" เพื่อเปิดมิติความนัวแบบหอมละมุนธรรมชาติและดีต่อสุขภาพ   - สายมัทฉะ (Matcha Lover): ถ้าคุณหลงรักกลิ่นอายชาเขียวแท้ๆ รักความฝาดสะอาดและขมอูมามิที่เป็นเอกลักษณ์ คุณจะเหมาะกับเมนู "มัทฉะลาเต้" หรือ "มัทฉะเฟรปเป้" คีย์เวิร์ดสำคัญของคุณคือการสั่ง "ลดหวาน (25% - 50%)" เพื่อเปิดทางให้กลิ่นใบชาเด่นขึ้น จากนั้นให้จับคู่กับ "ซอสช็อกโกแลต" หรือถั่วอบพรีเมียมอย่าง "แมคคาเดเมีย" ความมันกรอบจะช่วยขับรสชาติมัทฉะให้ดูแพงราวกับสั่งจากคาเฟ่หรู   - สายผลไม้ (Refreshing): หากคุณไม่ชอบความครีมมี่ หนักนม หรือหวานหนืด แต่ต้องการความรีเฟรชฉ่ำคอ รีเซ็ตความเหนื่อยล้าท้าลมร้อน แก้วโปรดของคุณคือ "กลุ่มชาผลไม้" หรือน้ำผลไม้คั้นสด โดยทริกลับที่สายผลไม้ห้ามพลาดคือการสั่งเพิ่ม "เยลลี่โอ้เอ๋ว" ไว้ที่ก้นแก้ว ความเด้งดึ๋งฉ่ำเย็นจะเข้ากันได้ดีที่สุดกับชาเขียวกลิ่นมะลิปั่นฝรั่งพิงก์กัววา หรือองุ่นไชน์มัสแคท ดื่มแล้วสดชื่นสว่างวาบทันที   - สายชอบลองอะไรใหม่ ๆ (The Explorer): คุณคือสายรักการทดลองที่ไม่ชอบความจำเจ และสนุกกับการค้นหาเลเยอร์รสชาติที่ซับซ้อน เทคนิคที่เหมาะกับคุณที่สุดคือศาสตร์แห่งการจับคู่ขั้วตรงข้าม (Contrast Pairing) เช่น ลองสั่งเมนูแนวทรีโทน (Three-Tone) อย่าง "Yinyang Matchatone" ที่มีทั้งบุกบราวน์ชูการ์ ชาไทย และมัทฉะช็อตอยู่ในแก้วเดียว ความย้อนแย้งที่ลงตัวนี่แหละคือคำตอบที่ท้าทายต่อมรับรสของคุณที่สุด!   ทำไมการคัสตอมถึงทำให้เครื่องดื่มสนุกขึ้น?   - ทุกแก้วมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนกัน: การคัสตอมเปลี่ยนคุณจาก "ผู้ดื่ม" ให้กลายเป็น "ดีไซเนอร์" เครื่องดื่มแก้วนั้นจะถูกปรุงแต่งขึ้นมาเพื่อตอบสนองต่อมรับรสของคุณโดยเฉพาะ มันจึงไม่ใช่แค่กาแฟหรือชาทั่วไป แต่เป็นแก้วที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว (Unique) และมีสตอรี่ในแบบของคุณ   - เปลี่ยนเมนูเดิมให้ไม่น่าเบื่อ: ต่อให้เมนูนั้นจะเป็นแก้วโปรดที่คุณสั่งเป็นประจำทุกเช้า แต่ถ้าต้องดื่มติดต่อกันเป็นปี ๆ ก็ย่อมมีวันจำเจ การคัสตอมเหมือนการหยิบสีกระป๋องใหม่มาสาดลงบนผืนผ้าใบเดิม แค่เพิ่มช็อตกาแฟ เปลี่ยนประเภทนม หรือทริกซ์ซอสปาดขอบแก้ว ก็ช่วยปลุกความตื่นเต้นในบ่ายวันทำงานให้กลับมามีสีสันได้อีกครั้ง   - ได้ค้นพบรสชาติใหม่ที่อาจกลายเป็นเมนูประจำ: ความสนุกที่แท้จริงของการ DIY คือ "ความลุ้น" ในผลลัพธ์ หลายครั้งที่กระแสไวรัลเกิดจากการทดลองจับคู่สิ่งที่ไม่น่าจะเข้ากันได้ แต่พอดูดพร้อมกันอึกแรกกลับอร่อยจนตาโต การกล้าก้าวออกจากเซฟโซนเดิม ๆ อาจทำให้คุณได้ค้นพบ The New Favourite Cup หรือเมนูลับส่วนตัวที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมการสั่งของคุณไปตลอดกาล   บทสรุป:แก้วที่อร่อยแสงออกปาก... อาจเป็น "สูตรลับ" ที่คุณครีเอตเอง!   จริง ๆ แล้วการคัสตอมเครื่องดื่มไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิด บางครั้งแค่ลองเพิ่มท็อปปิ้งที่ชอบ หรือหยิบส่วนผสมที่ไม่เคยสั่งมาก่อนมาจับคู่กัน ก็อาจทำให้เมนูเดิม ๆ มีรสชาติและความสนุกที่แตกต่างออกไป   เสน่ห์ของ DIY Menu คือไม่มีสูตรไหนถูกหรือผิด ทุกคนสามารถเลือกสร้างสรรค์เครื่องดื่มในแบบที่ตัวเองชอบได้ จะเป็นสายกาแฟ สายชาไทย สายมัทฉะ หรือสายผลไม้ ก็สามารถปรับแต่งให้เข้ากับรสนิยมของตัวเองได้ทั้งนั้น   ครั้งหน้าที่แวะมาพันธุ์ไทย ลองใช้บทความนี้เป็นไอเดียในการมิกซ์แอนด์แมทช์เมนูดูสักแก้ว ไม่ว่าจะเลือกสั่งตามสูตรยอดฮิต หรือครีเอตสูตรใหม่ในแบบของตัวเอง เพราะบางครั้งเมนูที่อร่อยที่สุด อาจไม่ใช่เมนูที่กำลังเป็นกระแส แต่เป็นเมนูที่ถูกออกแบบมาให้ถูกใจคุณที่สุดต่างหาก   หรือถ้ายังคิดสูตรไม่ออก ก็สามารถแวะไปลองเมนู DIY ที่เราแนะนำในบทความนี้ได้เลย รวมถึงเมนูซิกเนเจอร์ยอดนิยมของพันธุ์ไทยอย่างไทยริกาโน ชาไทย มัทฉะ ชาและเมนูกาแฟขายดีอื่น ๆ ที่พร้อมให้คุณเลือกเติมความสนุกในแบบของตัวเองได้ทั้งที่หน้าร้านและช่องทางสั่งเดลิเวอรีออนไลน์ เพราะทุกแก้วมีโอกาสกลายเป็นเมนูโปรดแก้วใหม่ของคุณได้เสมอ! ติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมได้เว็บไซต์กาแฟพันธุ์ไทยและ เฟสบุ๊ค PunThai Coffee!   คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ DIY Menu พันธุ์ไทย   Q: DIY Menu ของพันธุ์ไทยคืออะไร? A: คือเมนูเครื่องดื่มที่คุณสามารถเลือกมิกซ์แอนด์แมตช์ส่วนผสมและรสชาติได้ตามใจชอบ ตั้งแต่การเลือกเบสเครื่องดื่มหลัก (ชาไทย กาแฟ มัทฉะ หรือชาผลไม้) ปรับระดับความหวาน เปลี่ยนประเภทนม (เช่น นมโอ๊ต) ไปจนถึงการปาดซอสรอบแก้ว และเลือกท็อปปิ้งในร้านมาใส่รวมกันเพื่อสร้างแก้วโปรดในสไตล์ของคุณเอง   Q: สามารถสั่งเพิ่มท็อปปิ้งและซอสกับเครื่องดื่มได้ทุกเมนูไหม? A: สามารถเพิ่มได้เกือบทุกเมนูในร้านเลย! ไม่ว่าจะเป็นเมนูเย็นหรือเมนูปั่น คุณสามารถแจ้งบาริสต้าหน้าเคาน์เตอร์เพื่อขอแอดท็อปปิ้ง ซอส หรือวิปครีมเพิ่มเข้าไปได้หมด (มีค่าบริการเพิ่มเติมตามประเภทท็อปปิ้ง) ยกเว้นท็อปปิ้งบางชนิดที่เป็นขนมชิ้นใหญ่อย่างวาฟเฟิลหรือเค้ก ที่อาจจะไม่เหมาะกับการใส่ในเมนูร้อนบางเมนู ซึ่งสามารถปรึกษาบาริสต้าก่อนสั่งได้เลย   Q: ถ้าเป็นมือใหม่หัดคัสตอม ควรเริ่มลองสั่งจากสูตรไหนดี? A: แนะนำให้เริ่มขยับจาก "เมนูเซฟโซน" ที่คุณชอบดื่มเป็นประจำก่อน เช่น ถ้าคุณเป็นสายลาเต้เย็น ลองคัสตอมง่ายๆ ด้วยการเปลี่ยนนมวัวเป็นนมโอ๊ต แล้วโรยท็อปปิ้งบัตเตอร์คุกกี้กรอบ ๆ หรือถ้าเป็นสายชาไทย ลองสั่งเพิ่มเยลลี่โอ้เอ๋วเนื้อเด้งไว้ที่ก้นแก้ว การเริ่มเปลี่ยนทีละ 1-2 องค์ประกอบจะช่วยให้คุณจับทางรสชาติที่ตัวเองชอบได้ง่ายที่สุด   Q: ท็อปปิ้งและซอสตัวไหนของพันธุ์ไทยที่ฮิตที่สุดบน TikTok? A: ถ้าเป็นฝั่งท็อปปิ้ง สายรีเฟรชชิ่งจะเลิฟ "เยลลี่โอ้เอ๋ว" วุ้นเนื้อเด้งดึ๋งแสนจริงใจที่สุด ส่วนสาย Dessert Drink จะชอบสั่ง "บัตเตอร์คุกกี้บด" และ "บราวนี่หนึบ" มาเคี้ยวคู่กับวิปครีมหนานุ่ม ส่วนฝั่งซอส ตัวเด็ดที่สายไวรัลต้องสั่งคือ "ซอสตาลโตนด" ที่ให้ความหอมนุ่มลึกแบบไทยโมเดิร์น และ "ซอสทีรามิสุ" มันนัวสไตล์อิตาลี   Q: เครื่องดื่มคัสตอมสไตล์ DIY เมนูหนึ่งแก้ว ราคาเริ่มต้นประมาณเท่าไร? A: ราคาจะขึ้นอยู่กับเมนูเบสหลักและจำนวนท็อปปิ้งที่คุณแอดเพิ่มเข้าไปโดยปกติเครื่องดื่มเบสมาตรฐานของพันธุ์ไทยจะอยู่ที่ประมาณ 60 - 75 บาท และการเพิ่มท็อปปิ้งหรือซอสจะบวกเพิ่มเฉลี่ยอย่างละ 10 - 20 บาท (ยกเว้นกลุ่มเค้ก/วาฟเฟิลชิ้นใหญ่) ทำให้เมนู DIY สูตรยอดฮิตที่จัดเต็มท็อปปิ้งส่วนใหญ่ จะมีราคาเฉลี่ยรวมอยู่ที่ประมาณ 105 - 155 บาท   Q: สั่งเมนูคัสตอมเสริมท็อปปิ้งเยอะๆ แบบนี้ สามารถสะสมแต้ม PT Max Card ได้ไหม? A: สะสมได้ครบทุกบาททุกสตางค์เลย! ไม่ว่าจะเป็นค่าเครื่องดื่มแก้วหลัก ค่าอัปเกรดเปลี่ยนเป็นนมทางเลือก หรือค่าซอสและท็อปปิ้งที่แอดเพิ่มเข้าไป ยอดรวมทั้งหมดจะถูกนำไปคำนวณเป็นแต้มสะสม PT Max Card เพียงแค่คุณบอกเบอร์โทรศัพท์ก่อนจ่ายเงิน ซึ่งแต้มเหล่านี้นอกจากจะช่วยดันยอดอัปเวลระดับสมาชิก (Tier) ของคุณให้สูงขึ้นแล้ว ยังนำไปแลกส่วนลดคูปองลับในแอป Max Me มาใช้เป็นทุนในการคัสตอมแก้วถัดไปได้คุ้มสุดๆ อีกด้วย!  
อ่านต่อ
ท็อปปิ้ง "โอ้เอ๋ว" กินกับอะไรก็อร่อย! แจกสูตร DIY เมนูพันธุ์
ท็อปปิ้ง "โอ้เอ๋ว" กินกับอะไรก็อร่อย! แจกสูตร DIY เมนูพันธุ์ไทยที่ครีเอทได้ไม่รู้จบ   รู้หรือไม่? "โอ้เอ๋ว" วุ้นเด้งดึ๋งแสนจริงใจ ไม่ได้อร่อยแค่อยู่ในเมนูของหวานพื้นเมืองเท่านั้น แต่ตอนนี้ได้กลายเป็น "ท็อปปิ้งมหาชน" ประจำร้านกาแฟพันธุ์ไทยที่สามารถนำไปโมดิฟายจับคู่กับชา กาแฟ และผลไม้ได้อย่างเหนือชั้น บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกไอเดีย DIY Menu ที่ใช้โอ้เอ๋วเป็นพระเอก ชี้เป้าเทคนิคการแมตช์ พร้อมแจก 5 สูตรคัสตอมที่จะทำให้คุณอร่อยแสงออกปากในงบราคาสบายกระเป๋า!   เดี๋ยวนี้การสั่งเครื่องดื่มไม่ได้จบอยู่แค่การจิ้มเลือกว่าจะดื่มชา กาแฟ หรือน้ำผลไม้ตามป้ายเมนูอีกต่อไปแล้ว เพราะสีสันที่แท้จริงของคนรักเครื่องดื่มยุคนี้ คือการได้ลงมือ "ออกแบบรสชาติ" ที่ใช่ในสไตล์ของตัวเอง และถ้าพูดถึงท็อปปิ้งมหาชนที่กำลังมาแรงสุด ๆ บนโลกโซเชียลตอนนี้ คงหนีไม่พ้น "โอ้เอ๋ว" วุ้นใสเนื้อเด้งนุ่มแสนจริงใจ ที่พอใส่ลงไปปุ๊บ ก็ช่วยบูสต์ทั้งความสดชื่นและเพิ่มความสนุกในการดูดได้แบบคาดไม่ถึงเลยทีเดียว   ด้วยคาแรกเตอร์ของตัวโอ้เอ๋วเองที่ไม่หวานจัด และมีเนื้อสัมผัสฉ่ำน้ำเคี้ยวเพลินลื่นคอ ทำให้มันสามารถไปคอสโอเวอร์ (Cross-over) จับคู่กับอะไรก็รอด ไม่ว่าจะเป็นชาไทยนัว ๆ มัทฉะเข้ม ๆ กาแฟดำขรึม ๆ หรือจะเป็นแก้วผลไม้ปั่นรสเปรี้ยวอมหวาน ก็ช่วยอัปเลเวลเพิ่มมิติให้เครื่องดื่มแก้วเดิมของคุณน่าค้นหาขึ้นมาทันที   บทความนี้ พันธุ์ไทยเลยจะพาคุณไปเปิดโลกไอเดียคัสตอมเครื่องดื่มโดยมีโอ้เอ๋วเป็นพระเอก ตั้งแต่ทริกส์การจับคู่รสชาติให้บาลานซ์ ไปจนถึงการแจกสูตร DIY รสพรีเมียมที่สั่งตามได้จริง พร้อมแล้วมาเปลี่ยนเครื่องดื่มแก้วจำเจให้กลายเป็นแก้วโปรดแก้วใหม่ที่ทั้งอร่อย สนุก และสะท้อนตัวตนของคุณกัน!     ทำความรู้จัก "โอ้เอ๋ว" ท็อปปิ้งสุดฮิตที่ใครก็หลงรัก   โอ้เอ๋วคืออะไร?   โอ้เอ๋วคือวุ้นพื้นเมืองขึ้นชื่อของจังหวัดภูเก็ต ทำมาจากวุ้นของเมล็ดโอ้เอ๋ว (พืชตระกูลมะเดื่อ) นำมาแช่น้ำแล้วขยำร่วมกับเมือกของกล้วยน้ำว้า จากนั้นใช้สารส้มช่วยติตัวให้เซ็ตเป็นก้อนวุ้นใส ๆ นุ่มละมุน   จุดเด่นที่ทำให้โอ้เอ๋วต่างจากเยลลี่ทั่วไป   ความพิเศษของโอ้เอ๋วที่เยลลี่สำเร็จรูปหรือบุกตามท้องตลาดเลียนแบบไม่ได้ คือ "เนื้อสัมผัสที่บางเบา แผ่วเบา และเด้งดึ๋งฉ่ำเย็น" มันมีความนุ่มลื่นสู้ฟันเบา ๆ แต่พร้อมจะละลายในปากทันทีที่เคี้ยว ที่สำคัญคือมีสรรพคุณแก้ร้อนใน กระหายน้ำ ดับพิษไข้ได้อย่างดีเยี่ยม   ทำไมโอ้เอ๋วถึงเข้ากับเครื่องดื่มได้หลากหลาย   เนื่องจากตัวเนื้อวุ้นโอ้เอ๋วแท้ ๆ จะไม่มีกลิ่นคาวและไม่มีรสชาติหวานโดดในตัวเอง แต่มันมีคุณสมบัติพิเศษในการ "ดูดซับกลิ่นและรสชาติของเครื่องดื่มรอบตัวมัน" ได้อย่างดีเยี่ยม ดังนั้น ไม่ว่าคุณจะเอาไปแช่อยู่ในน้ำชาไทยรสเข้ม ชามัทฉะรสขม หรือน้ำผลไม้รสเปรี้ยว เจ้าโอ้เอ๋วก็จะเปลี่ยนร่างให้เข้าเนื้อกับเครื่องดื่มนั้น ๆ ทันทีโดยไม่ไปแย่งซีนหรือกลบรสชาติหลัก   ทำไมคนถึงชอบเพิ่มโอ้เอ๋วในเครื่องดื่ม?   - เพิ่มเนื้อสัมผัสให้เคี้ยวเพลิน: สลัดภาพจำความจำเจของการดูดน้ำแบบเดิม ๆ เพราะโอ้เอ๋วช่วยเพิ่มเทกซ์เจอร์ (Texture) ลื่นคอ เด้งสู้ลิ้นอ่อน ๆ ทำให้เคี้ยวสนุกในทุกอึก   - ช่วยเพิ่มความสดชื่นในทุกคำ: ด้วยความที่เนื้อวุ้นมีความฉ่ำน้ำกักเก็บความเย็นไว้ข้างใน ทุกครั้งที่ดูดโอ้เอ๋วขึ้นมาเคี้ยว มันจะปล่อยความเย็นสดชื่นกระจายไปทั่วทั้งปาก รีเซ็ตความเหนื่อยล้าได้ทันตาเห็น   - ทำให้เครื่องดื่มธรรมดาดูสนุกขึ้น: เปลี่ยนเครื่องดื่มสูตรมาตรฐานบนป้ายไฟให้มีลูกเล่น มีเลเยอร์จมดึ๋งอยู่ก้นแก้ว ชวนให้อยากหยิบหลอดมาคน หยิบกล้องมาถ่ายรูปลงโซเชียล   - เข้ากันได้ทั้งเมนูชา กาแฟ และผลไม้: ทลายกรอบท็อปปิ้งเดิม ๆ เพราะความใสและไร้รสหวานหลอกตาของมัน ทำให้มันสามารถไป Cross-over อยู่ในแก้วไหนก็รอดอย่างน่าอัศจรรย์   จับคู่โอ้เอ๋วกับอะไรอร่อยที่สุด?   แม้ว่าโอ้เอ๋วจะเป็นท็อปปิ้งที่มีความยืดหยุ่นสูงและสามารถปรับตัวเข้ากับเครื่องดื่มได้หลากหลายประเภท แต่ถ้าคุณอยากรู้ว่าพิกัดไหนที่เจ้าวุ้นเด้งดึ๋งแสนจริงใจนี้จะสามารถเปล่งประกายและทวีคูณความอร่อยได้มากที่สุด นี่คือคัมภีร์การจับคู่รสชาติระดับมาสเตอร์พีซที่คัดมาแล้วว่าลงตัว เข้ากันดีแบบไม่มีใครแย่งซีนใครแน่นอน   โอ้เอ๋ว + ชาไทย (ที่สุดของความหอมนัว นุ่มลึกสไตล์ไทยทวิสต์)   เมื่อความหอมเข้มข้น สีส้มสดใส และรสชาติอันนัวมันเป็นเอกลักษณ์ของชาไทยพันธุ์ไทย มาเจอกับโอ้เอ๋ว ผลลัพธ์ที่ได้คือความฟินระดับสิบ! น้ำชาไทยรสเข้มข้นจะเข้าไปเคลือบเนื้อวุ้นโอ้เอ๋วสีขาวใสจนทั่ว ทุกครั้งที่คุณดูดผ่านหลอด ความละมุนของนมสดและความหวานมันของชาจะตัดสลับกับความเด้งนุ่มชุ่มฉ่ำของเนื้อวุ้นเบา ๆ ในปาก เปลี่ยนจากการดื่มชาไทยแบบเดิม ๆ ให้กลายเป็นการทานขนมหวานจานพรีเมียมที่มีมิติรสชาติและเทกซ์เจอร์ให้เคี้ยวสนุกสลับชั้นกันได้อย่างลงตัวที่สุด ดื่มกี่ทีก็ไม่มีเบื่อ   โอ้เอ๋ว + มัทฉะ (เมนูเอาใจสายชาเขียวญี่ปุ่นทวิสต์ไทยสไตล์)   สำหรับคอชาเขียวที่อยากได้ลูกเล่นใหม่ ๆ มาท้าทายต่อมรับรส การจับคู่ชามัทฉะลาเต้เข้ากับโอ้เอ๋วคือคำตอบที่ถูกต้อง ความโดดเด่นของโอ้เอ๋วแท้คือความใสและไร้รสหวานหลอกตา ทำให้เมื่อมันไปนอนรออยู่ก้นแก้วมัทฉะ มันจะไม่ไปแย่งซีน กลบ หรือทำลายรสชาติความขมอูมามิและกลิ่นฝาดสะอาดอันเป็นหัวใจสำคัญของใบชามัทฉะเกรดพรีเมียมเลยแม้แต่น้อย แต่กลับช่วยเพิ่มลูกเล่นให้มัทฉะแก้วนี้ดื่มสนุกขึ้น บาลานซ์รสชาติให้มีความละมุนลื่นคอ และมีเนื้อสัมผัสให้เคี้ยวเพลิน ๆ แฝงความเย็นสดชื่นไว้ในทุกคำที่ดูด   โอ้เอ๋ว + ชามะลิผลไม้ (คู่หูสายตรง Direct Match ที่เกิดมาเพื่ออากาศเมืองไทย!)   นี่คือการจับคู่ที่สมบูรณ์แบบและรีเฟรชชิ่งที่สุดท้าลมร้อน! เบสชาเขียวกลิ่นมะลิหอมกรุ่นอบอวล นำมาปั่นรวมกับน้ำผลไม้แท้รสเปรี้ยวอมหวานฉ่ำ ไม่ว่าจะเป็นฝรั่งสีชมพูพิงก์กัววา หรือองุ่นเขียวไชน์มัสแคท เมื่อพ่นตัวลงไปสวมกอดกับโอ้เอ๋วก้นแก้ว ความเย็นฉ่ำของเกล็ดสมูทตี้เนื้อเนียนจะผสานเข้ากับความเด้งดึ๋งใส ๆ ของโอ้เอ๋วทันที พอดูดคู่กันคุณจะได้รับทั้งความหอมจากผลไม้ ความเปรี้ยวหวานที่ปลุกให้ตื่น และความฉ่ำเย็นดับกระหายแสนจริงใจ เป็นแก้วที่ดื่มแล้วรู้สึกสว่างวาบ โล่งคอ และกู้ร่างพัง ๆ จากความเหนื่อยล้าได้ดีที่สุด   โอ้เอ๋ว + กาแฟ (ความแปลกใหม่ท้าทายต่อมรับรส เปลี่ยนกาแฟดำให้ดื่มง่ายขึ้น)   หากคุณเป็นคอกาแฟสายทดลองที่ชอบเสาะหาซิกเนเจอร์ใหม่ ๆ นี่คือมิติความอร่อยที่คุณอาจยังไม่เคยสัมผัส การลองหยิบเอาความเด้งฉ่ำเย็นของโอ้เอ๋วไปแช่ตัวอยู่ในน้ำกาแฟดำขมเข้มขรึม อย่างไทยริกาโนเย็นหรืออเมริกาโนคั่วกลางกลิ่นโทนผลไม้ บอดี้ที่ขมสะอาดของกาแฟจะซึมเข้าเนื้อวุ้นอย่างรวดเร็ว ปรับเปลี่ยนให้กาแฟดำที่เคยดื่มยาก บาดคอ หรือดูจำเจ กลายเป็นเครื่องดื่มสาย Fresh Coffee ที่มีความละมุน โล่งคอ ดื่มง่าย มีลูกเล่นให้เคี้ยวหนึบ ๆ เบา ๆ ท้อง แถมยังช่วยเสริมสรรพคุณดับร้อน ชุ่มคอ เหมาะมากสำหรับแก้วแก้ง่วงยามบ่ายของคนรักสุขภาพ   6 สูตร DIY เมนูโอ้เอ๋วที่ต้องลอง (ฉบับตัวมารดา TikTok คอนเฟิร์ม!)   หากบ่ายนี้คุณเดินเข้าคาเฟ่พันธุ์ไทยแล้วนึกไม่ออก ลองยื่น 5 สูตรคัสตอมในงบประมาณ 105 - 155 บาท นี้ให้บาริสต้าเนรมิตดู     สูตรที่ 1 สายชามะลิใส: "Pink Guava Berry Blossom" (ชามะลิดึ๋งปั่นพิงก์กัววา + ซอสสตรอว์เบอร์รีรอบแก้ว + ท็อปวิปครีมสตรอว์เบอร์รีฉ่ำ) (ราคาประมาณ 115 - 130 บาท)   - วิธีสั่ง: สั่งเมนู "ชามะลิดึ๋งปั่นพิงก์กัววา" แล้วบอกบาริสต้าว่า "ขอราดซอสสตรอว์เบอร์รีวนรอบแก้ว ท็อปด้วยวิปครีมนุ่ม ๆ และเนื้อสตรอว์เบอร์รีจุก ๆ"   - แก้วนี้เหมาะกับใคร: สายหวานซ่อนเปรี้ยวที่หลงรักชารสผลไม้ (Fruit Tea) และชอบเครื่องดื่มสีชมพูพาสเทลน่ารัก ๆ ถ่ายรูปขึ้นกล้อง   - รสสัมผัสพรีเมียม: แค่เห็นสีสันก็ใจฟูแล้ว แก้วนี้โดดเด่นด้วยกลิ่นหอมละมุนของฝรั่งพิงก์กัววาสีชมพู นำมาปั่นรวมกับชามะลิจนได้รสหวานฉ่ำชื่นใจ แถมยังมีเนื้อโอ้เอ๋วเด้งดึ๋งนุ่มลื่นรอให้ดูดอยู่ก้นแก้ว ความอร่อยจะยิ่งอัปเวลขึ้นไปอีกเมื่อสลับชั้นด้วยซอสสตรอว์เบอร์รีเข้มข้นรอบแก้ว ตบท้ายด้วยความนุ่มฟูของวิปครีมและสตรอว์เบอร์รีด้านบน ทุกคำที่ดูดจะได้ทั้งความหอม หวานอมเปรี้ยว และความครีมมี่นัว ๆ สดชื่นจนไม่อยากวางแก้วเลยทีเดียว   สูตรที่ 2 สายมะลิใส: "Shine Muscat Jasmine Crunch" (ชามะลิดึ๋งปั่นไชน์มัสแคท + ท็อปวิปครีม + ซอสส้ม + บัตเตอร์คุกกี้กรอบ) (ราคาประมาณ 115 - 130 บาท)   - วิธีสั่ง: สั่งเมนู "ชามะลิดึ๋งปั่นไชน์มัสแคท" คัสตอมเพิ่มว่า "ขอท็อปด้วยวิปครีมนุ่ม ๆ โรยบัตเตอร์คุกกี้กรุบกรอบ แล้วราดปิดท้ายด้วยซอสส้ม"   - แก้วนี้เหมาะกับใคร: สาวกองุ่นไชน์มัสแคทที่มองหาเครื่องดื่มรีเฟรชร่างกาย และชอบเคี้ยวท็อปปิ้งกรุบกรอบ (Crunchy) เคล้าความละมุน   - รสสัมผัสพรีเมียม: ดับเบิลความสดชื่นด้วยเบสชามะลิปั่นกับองุ่นไชน์มัสแคทสีเขียวสดใส ให้รสหวานฉ่ำตัดเปรี้ยวนิด ๆ ที่ช่วยปลุกความเหนื่อยล้าได้ทันตาเห็น ด้านล่างมีเนื้อโอ้เอ๋วให้เคี้ยวเพลินสู้ฟัน แต่ไฮไลท์ที่ยกระดับให้แก้วนี้พิเศษสุด ๆ คือวิปครีมเนื้อเนียนด้านบนที่ราดซอสส้มหอม ๆ ตระกูลซิสตรัส ช่วยเพิ่มความสว่างวาบในปาก แล้วตบด้วยความกรอบเค็มมันเนยของบัตเตอร์คุกกี้บด ความกรุบกรอบปะทะความนุ่มนวลของครีมและน้ำปั่นได้อย่างมหัศจรรย์ ฟินเหมือนกำลังนั่งทานขนมหวานพรีเมียมในคาเฟ่ฟิวชันหรูเลย     สูตรที่ 3 สายไทย: "Siam-Tiramisu Cha-Thai Frappe" (ชาไทยปั่นตาลโตนด + ปาดซอสทีรามิสุ + วิปครีมมัทฉะ + คุกกี้บัตเตอร์และโอ้เอ๋วดึ๋ง) (ราคาประมาณ 135 - 155 บาท)   - วิธีสั่ง: สั่งเมนู "ชาไทยปั่น" คัสตอมโดย "เพิ่มซอสตาลโตนดปั่นรวมเข้าไป ปาดซอสทีรามิสุรอบขอบแก้ว ใส่เยลลี่โอ้เอ๋วไว้ก้นแก้ว ท็อปด้วยวิปครีมหนานุ่ม โรยบัตเตอร์คุกกี้ และร่อนผงมัทฉะปิดท้ายด้านบนสุด"   - แก้วนี้เหมาะกับใคร: สายเครื่องดื่มกึ่งขนมหวาน (Dessert Drink) จัดเต็มขั้นสุด ชอบมิติรสชาติที่หรูหรา ซับซ้อน และหลงรักการผสมผสานระหว่างไทยโมเดิร์นกับอิตาเลียนทวิสต์   - รสสัมผัสพรีเมียม: ยกให้เป็นผลงานระดับมาสเตอร์พีซเลย! เบสคือชาไทยรสเข้มข้นปั่นรวมกับซอสตาลโตนดที่ช่วยชูความหวานหอมละมุนโชยกลิ่นอายธรรมชาติได้อย่างนุ่มลึก พอดูดจากก้นแก้วจะเจอเยลลี่โอ้เอ๋วเด้งดึ๋งเคี้ยวฉ่ำ ตัดสลับกับความมันนัวเข้มข้นของซอสทีรามิสุรอบขอบแก้ว ยกระดับความฟินด้านบนด้วยวิปครีมนุ่มฟูที่ถูกตัดเลี่ยนอย่างชาญฉลาดด้วยผงมัทฉะแท้เจือขมอูมามิบาง ๆ ตบท้ายด้วยความกรุบกรอบเค็มมันของบัตเตอร์คุกกี้บด เป็นแก้วที่รวมเอาความหอม นัว หวาน ขม กรอบ และดึ๋ง ไว้ด้วยกันอย่างอัศจรรย์ อร่อยลงตัวเหมือนทานขนมหวานจานหรูในร้านไฟน์ไดนิ่งเลย     สูตรที่ 4 สายชานมมะลิ: "Jasmine Milk Tea O-Aew Velvet Crunch" (ชานมมะลิโอ้เอ๋ววิปครีม + บัตเตอร์คุกกี้) (ราคาประมาณ 95 - 110 บาท)   - วิธีสั่ง: สั่งเมนู "ชานมมะลิเย็น" (แนะนำหวานน้อย 50%) แล้วบอกบาริสต้าว่า "ขอเพิ่มเยลลี่โอ้เอ๋วไว้ก้นแก้ว ท็อปด้วยวิปครีมหนานุ่ม และโรยปิดท้ายด้วยบัตเตอร์คุกกี้บดกรุบกรอบ"   - แก้วนี้เหมาะกับใคร: สายชานมที่ชอบกลิ่นหอมดอกไม้อ่อน ๆ โล่งคอ ไม่ชอบความหนืดของไข่มุก แต่อยากได้ท็อปปิ้งเบา ๆ ท้องไว้เคี้ยวเพลินเคล้าความครีมมี่นัว ๆ สไตล์เบเกอรี   - รสสัมผัสพรีเมียม: อึกแรกคือความหอมละมุนโชยกลิ่นดอกไม้ของชานมที่ตัดกับความเด้งฉ่ำของโอ้เอ๋วได้อย่างไร้รอยต่อ แต่พอเคี้ยวโดนบัตเตอร์คุกกี้บดด้านบนที่เคล้ากับวิปครีม รสชาติจะทวิสต์ออกมานัว ๆ คล้ายขนมเบเกอรีดอกไม้รสพรีเมียม หอม นัว กรอบ ดึ๋ง ลงตัวแบบแสงออกปากและไม่เลี่ยนเลย!   สูตรที่ 5 สายมัทฉะ: "Matcha Berry O-Aew Cream" (มัทฉะเบอร์รีโอ้เอ๋วครีม) (ราคาประมาณ 125 - 140 บาท)   - วิธีสั่งคัสตอม: สั่งเมนู "มัทฉะลาเต้เย็น" (แนะนำหวานน้อย 50%) แล้วบอกบาริสต้าว่า "ขอราดซอสสตรอว์เบอร์รีวนรอบขอบแก้ว ใส่เยลลี่โอ้เอ๋วไว้ก้นแก้ว ท็อปด้วยวิปครีมหนานุ่ม และโรยถั่วแมคคาเดเมียอบกรอบ"   - แก้วนี้เหมาะกับใคร: มัทฉะเลิฟเวอร์ที่ชอบรสชาติโทนเปรี้ยวอมหวาน และหลงรักมิติเนื้อสัมผัสสไตล์มัลติเทกซ์เจอร์ (Multi-Texture) ที่มีครบทั้งความนุ่ม เด้ง และกรอบมันในคำเดียว   - รสสัมผัสพรีเมียม: สีสันแก้วนี้เขียวตัดแดงสวยปังมาก บอดี้มัทฉะแท้เข้มข้นเจือขมอูมามิจะซึมเข้าเนื้อวุ้นโอ้เอ๋วเด้งดึ๋งก้นแก้ว พอดูดพร้อมซอสสตรอว์เบอร์รีฉ่ำ ๆ จะได้รสเปรี้ยวหวานสดชื่นมาตัดเลี่ยนทันที ตบท้ายด้วยความละมุนนุ่มลึกของวิปครีมและความกรอบมันเนยของแมคคาเดเมียพรีเมียมด้านบน อร่อยนัวเพลินจนหมดแก้วแน่นอน   สูตรที่ 6 สายกาแฟ: "To-Node Coffee O-Aew Crunch" (กาแฟตาลโตนดโอ้เอ๋วครั้นช์) (ราคาประมาณ 110 - 125 บาท)   - วิธีสั่งคัสตอม: สั่งเมนู "ลาเต้เย็น" (ขอเพิ่มเอสเพรสโซช็อต +1 Extra Shot) คัสตอมโดย "เปลี่ยนไซรัปปกติเป็นซอสตาลโตนด ใส่เยลลี่โอ้เอ๋วไว้ก้นแก้ว และโรยปิดท้ายด้วยบัตเตอร์คุกกี้บดกรุบกรอบ"   - แก้วนี้เหมาะกับใคร: คอกาแฟนมที่มองหารสชาติแปลกใหม่หอมนุ่มลึกสไตล์ไทยทวิสต์ เบื่อไข่มุกแป้งเหนียวหนืด แต่อยากได้ท็อปปิ้งใส ๆ ลื่นคอเบาสบายท้องไว้เคี้ยวคู่กับกาแฟเข้ม ๆ   - รสสัมผัสพรีเมียม: บูสต์กาแฟดับเบิลช็อตให้เข้มขัดเจน ผสานความหวานหอมนุ่มนวลโชยกลิ่นธรรมชาติของซอสตาลโตนดได้อย่างละมุนลุ่มลึก พอดูดจากก้นแก้วจะเจอเนื้อวุ้นโอ้เอ๋วฉ่ำเย็นเด้งสู้ลิ้นที่เคลือบรสกาแฟนัว ๆ เอาไว้ ตัดสัมผัสด้วยความกรอบเค็มมันเนยของบัตเตอร์คุกกี้ด้านบน ได้เลเยอร์รสชาติหอมเข้ม นัวตาลโตนด และเคี้ยวสนุกทั้งความดึ๋งและความกรอบในอึกเดียวเลย   เทคนิคคัสตอมโอ้เอ๋วให้อร่อยขึ้น   - เลือกจับคู่กับเครื่องดื่มรสสดชื่น: ถึงแม้โอ้เอ๋วจะเข้าได้กับทุกเมนู แต่พิกัดที่มันจะเปล่งประกายที่สุดคือ กลุ่มชานมรสเข้ม (ชาไทย) และ กลุ่มเครื่องดื่มรสเปรี้ยวอมหวาน (ชาผลไม้ปั่น) เพราะรสชาติที่ชัดเจนเหล่านี้จะซึมเข้าไปในเนื้อวุ้น ทำให้เคี้ยวแล้วรสชาติระเบิดกระจายในปาก   - เพิ่มท็อปปิ้งกรุบกรอบเพื่อสร้างมิติ: เนื่องจากโอ้เอ๋วมีความนุ่มละมุนละลายในปากอยู่แล้ว ทริกส์ที่จะทำให้แก้วนั้นสมบูรณ์แบบคือการสั่งคู่ขั้วตรงข้ามอย่าง บัตเตอร์คุกกี้ หรือแมคคาเดเมีย มาโรยด้านบน เพื่อสร้างมิติการเคี้ยวที่ครบรส   - อย่าใส่รสชาติหวานหลายตัวเกินไป: พยายามคุมโทนระดับความหวานของเบสหลักให้อยู่ที่ประมาณ 25% - 50% (หวานน้อย) เพราะหากคุณใส่ทั้งซอสหวาน สั่งน้ำเบสหวานปกติ ยอดความหวานที่มากเกินไปจะไปบดบังเลเยอร์สัมผัสอันแผ่วเบาของตัวโอ้เอ๋วชวนให้เลี่ยนได้ง่าย   โอ้เอ๋วเหมาะกับใคร?   - สายชอบเคี้ยวท็อปปิ้ง: หากคุณเบื่อมุกแป้งหนึบ หรือเบื่อไข่มุกแบบเดิม ๆ แต่อยากได้ท็อปปิ้งเบา ๆ ท้อง แคลอรีต่ำ ดื่มแล้วสบายใจ โอ้เอ๋วคือคำตอบที่ถูกต้อง   - สายผลไม้และเครื่องดื่มสดชื่น: คนที่ไม่เลิฟความเลี่ยนของครีมหรือนมหนืด ๆ แต่อยากได้เครื่องดื่มโทนสดใสฉ่ำคอมาดับความร้อนของแดดเมืองไทย   - สายคอนเทนต์และสายถ่ายรูป: เนื่องจากเนื้อวุ้นมีความใสสะอาด เวลาบาริสต้าจัดเลเยอร์สลับชั้นซอสหรือน้ำปั่นสีสันต่าง ๆ จะมองเห็นชัดเจน ถ่ายรูปลง IG หรืออัดคลิปรีวิวลง TikTok ขึ้นฟีดสวยปังแน่นอน   - คนที่อยากลองสิ่งใหม่จากเมนูเดิม: เหมาะสำหรับคนที่ต้องการทลายความจำเจ เปลี่ยนกาแฟดำอเมริกาโน ไทยริกาโน หรือชาส้มแก้วเดิมที่ดื่มทุกวันให้มีคาแรกเตอร์ที่ตื่นเต้นขึ้น   จากเมนูพื้นฐาน สู่เมนูแก้วโปรดในแบบของคุณ   ทำไมโอ้เอ๋วจึงเป็นหนึ่งในท็อปปิ้งที่คัสตอมได้สนุกที่สุด? คำตอบคือ "ความยืดหยุ่นที่ไร้ข้อจำกัด" ของมัน เครื่องดื่มเมนูเดียวกันแท้ ๆ แต่พอแอดเพิ่มโอ้เอ๋วเข้าไป มันสามารถมอบประสบการณ์การดื่ม (Drinking Experience) ที่ต่างกันลิบลับ จากน้ำชาเหลว ๆ กลายเป็นเครื่องดื่มกึ่งของหวานแฮนด์คราฟต์ที่สัมผัสได้ถึงความพิถีพิถัน สะท้อนให้เห็นว่าในยุคนี้เราไม่ได้สั่งแค่เมนูตามป้าย แต่เรากำลัง "สั่งสไตล์และตัวตน" ของเราเองลงไปในแก้ว   บทสรุป: แค่เพิ่มโอ้เอ๋ว แก้วเดิมก็สนุกขึ้นได้อีกเยอะ!   โอ้เอ๋วอาจเป็นเพียงท็อปปิ้งก้อนใส ๆ ชิ้นเล็ก ๆ อยู่ก้นแก้ว แต่เชื่อไหมว่ามันสามารถเปลี่ยนประสบการณ์การดื่มของคุณได้อย่างคาดไม่ถึง! ทั้งช่วยเพิ่มเนื้อสัมผัส มอบความชุ่มฉ่ำสดชื่น และสร้างความสนุกในทุกคำที่ดูด ไม่ว่าจะจับคู่กับชาไทย มัทฉะ กาแฟ หรือเครื่องดื่มตระกูลผลไม้ปั่น ก็ล้วนช่วยให้เมนูเดิม ๆ มีมิติและน่าค้นหามากขึ้นแบบไม่ซ้ำใคร   ครั้งหน้าที่คุณแวะมาที่ร้านกาแฟพันธุ์ไทย ลองเพิ่มความกล้าที่จะลองสั่งเพิ่มโอ้เอ๋วลงในเมนูโปรดของคุณดูสักแก้ว หรือจะหยิบยกหนึ่งใน 5 สูตร DIY ที่เราแนะนำไปยื่นให้บาริสต้าเนรมิตดูก็ได้ แล้วคุณจะพบว่าความอร่อยเหนือระดับที่คาดไม่ถึง... บางครั้งมันก็เริ่มต้นจากการเพิ่มท็อปปิ้งเล็ก ๆ เพียงอย่างเดียวที่ถูกปากและถูกใจคุณที่สุดต่างหาก!   สนุกกับการครีเอตเมนู DIY โอ้เอ๋วในสไตล์ตัวเองแล้ว อย่าลืมไปลองสั่งเมนู DIY โอ้เอ๋วด้วยตัวเองที่พันธุ์ไทยทุกสาขา หรือจะสั่งเมนูซิกยอดนิยมของพันธุ์ไทยอย่างไทยริกาโน ชาไทย มัทฉะ ชาและเมนูกาแฟขายดีอื่น ๆ ที่พร้อมให้คุณเลือกเติมความสนุกในแบบของตัวเองได้ทั้งที่หน้าร้านและช่องทางสั่งเดลิเวอรีออนไลน์ เพราะทุกแก้วมีโอกาสกลายเป็นเมนูโปรดแก้วใหม่ของคุณได้เสมอ! ติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมได้เว็บไซต์กาแฟพันธุ์ไทยและ เฟสบุ๊ค PunThai Coffee!   คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเมนูพันธุ์ไทย DIY โอ้เอ๋ว   Q: ท็อปปิ้งโอ้เอ๋วของพันธุ์ไทย สามารถสั่งแอดเพิ่มในเมนูไหนได้บ้าง?   A: สามารถสั่งเพิ่มได้กับเครื่องดื่มเย็นและเมนูปั่นเกือบทุกแก้วในร้านเลย! ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มชาไทย ชานม กาแฟ หรือชาผลไม้ปั่น แค่แจ้งบาริสต้าตอนสั่งว่าขอเพิ่มท็อปปิ้งโอ้เอ๋ว (มีราคาบวกเพิ่มตามมาตรฐานของร้าน) ส่วนเมนูร้อนจะไม่แนะนำเนื่องจากความร้อนจะทำให้เนื้อสัมผัสอันแผ่วเบาของโอ้เอ๋วละลายลื่นคอเร็วเกินไปจนเสียอรรถรส   Q: เนื้อสัมผัสของโอ้เอ๋วต่างจากไข่มุก บุก หรือเยลลี่ทั่วไปยังไง?   A: ต่างกันชัดเจนเลย! ไข่มุกจะมีความเหนียวหนืดเคี้ยวเหนื่อย ส่วนบุกจะมีความกรุบเด้งต้านฟัน แต่ "โอ้เอ๋ว" จะมีความนุ่มลื่น แผ่วเบา เด้งดึ๋งฉ่ำน้ำสไตล์วุ้นสมุนไพรโบราณ พอดูดปุ๊บจะลื่นกลืนง่าย สบายท้อง แคลอรีต่ำ และให้ความรู้สึกฉ่ำเย็นดับกระหายได้ดีกว่าท็อปปิ้งชนิดอื่น ๆ   Q: สั่งโอ้เอ๋วคู่กับเครื่องดื่มประเภทไหนถึงจะชูรสชาติได้ดีที่สุด?   A: จากรีวิวของสายคัสตอมใน TikTok พิกัดที่โอ้เอ๋วเปล่งประกายที่สุดมี 2 สาย คือ "สายชานม/ชาไทยรสเข้ม" วุ้นโอ้เอ๋วจะช่วยตัดเลี่ยนและเพิ่มความฉ่ำนุ่มให้ชานมดูพรีเมียมขึ้น และ "สายชาผลไม้สดชื่น" เช่น ชามะลิปั่นพิงก์กัววา หรือไชน์มัสแคท ซึ่งความเปรี้ยวหวานของผลไม้จะเข้าคู่กับความเด้งฉ่ำของโอ้เอ๋วได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด   Q: โอ้เอ๋วมีรสชาติในตัวเองไหม เวลาเอาไปใส่ในชาหรือกาแฟจะทำให้รสชาติเพี้ยนหรือเปล?   A: ไม่เพี้ยนแน่นอน! ตัววุ้นโอ้เอ๋วแท้ ๆ จะไม่มีรสชาติหวานโดดและไม่มีกลิ่นคาว แต่มีคุณสมบัติพิเศษคือมันจะช่วย "ดูดซับกลิ่นและรสชาติของน้ำวารีรอบตัวมัน" ดังนั้นพอมันไปแช่อยู่ก้นแก้วมัทฉะหรือกาแฟ มันจะเปลี่ยนร่างกลายเป็นวุ้นรสกาแฟหรือวุ้นมัทฉะนุ่ม ๆ โดยไม่ไปกลบรสชาติหลักของเครื่องดื่มแก้วโปรดของคุณเลย   Q: มิกซ์ท็อปปิ้งโอ้เอ๋วคู่กับอะไรในแก้วเดียวกันแล้วอร่อยขึ้น?   A: ทริกส์ระดับเซียนคือการสั่งคู่กับ "ท็อปปิ้งสายครั้นชี่ (Crunchy) ที่มีความกรุบกรอบ" เช่น บัตเตอร์คุกกี้บด หรือ ถั่วแมคคาเดเมีย เพราะเมื่อความเด้งฉ่ำละมุนของโอ้เอ๋วก้นแก้ว มาเจอกับความกรอบเค็มมันเนยของคุกกี้หรือถั่วด้านบน มันจะเกิดมิติการเคี้ยวแบบสลับขั้ว (Multi-Texture) ที่สนุกและฟินมากในอึกเดียว   Q: สั่งเมนู DIY โอ้เอ๋วจัดเต็มแบบนี้ สามารถสะสมคะแนน PT Max Card ได้ตามปกติไหม?   A: สะสมได้ครบถ้วนทุกบาททุกสตางค์เลย! ยอดรวมทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นตัวเครื่องดื่มหลัก ค่าตัวท็อปปิ้งโอ้เอ๋ว หรือซอสและวิปครีมที่แอดเพิ่มเข้าไป จะถูกนำไปคิดเป็นคะแนนสะสม PT Max Card เพียงแค่แจ้งเบอร์โทรศัพท์ก่อนจ่ายเงิน เพื่อเอาไว้เก็บแต้มไต่ระดับสมาชิก (Tier) และแลกคูปองส่วนลดในแอป Max Me มาใช้คัสตอมแก้วถัดไปได้คุ้ม ๆ   อ้างอิง:   - https://www.facebook.com/punthaicoffee/  
อ่านต่อ
DIY เครื่องดื่มแก้วโปรดฉบับ "พันธุ์ไทย" คัสตอมยังไงให้ดูแพง แต่จ่ายแค่ร้อยต้นๆ!
DIY เครื่องดื่มแก้วโปรดฉบับ "พันธุ์ไทย" คัสตอมยังไงให้ดูแพง แต่จ่ายแค่ร้อยต้นๆ!   ใครบอกว่าเครื่องดื่มคัสตอมตามใจฉันต้องราคาแพงเสมอไป? ชวนมารู้จักวิธีมิกซ์แอนด์แมตช์เมนูโปรดจากร้านกาแฟพันธุ์ไทยให้มีสไตล์และรสชาติพรีเมียมราวกับหลุดมาจากคาเฟ่หรู ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มช็อตกาแฟ เปลี่ยนประเภทนม ปรับความหวาน หรือการจับคู่ส่วนผสมสุดฮิต ให้คุณได้แก้วที่ใช่สะท้อนตัวตน ในงบสบายกระเป๋าเริ่มต้นเพียงร้อยต้น ๆ   ชอบกาแฟเข้มข้นดุดันดื่มแล้วตื่นทันที หลงใหลในมิติความรีเฟรชของน้ำผลไม้แท้ หรือกำลังมองหาแก้วโปรดเนื้อนุ่มละมุนจากนมทางเลือกอยู่ใช่ไหมล่ะ? รู้ไหมว่าความจริงแล้วเราไม่จำเป็นต้องเดินเข้าคาเฟ่หรูราคาเฉียดสองร้อยเพื่อตามหาเครื่องดื่มรสชาติพรีเมียมเหล่านั้นเลย เพราะแค่เดินเข้าร้านกาแฟพันธุ์ไทยใกล้บ้าน แล้วหยิบทักษะการคัสตอมมามิกซ์แอนด์แมตช์ส่วนผสมต่างๆ เข้าด้วยกัน คุณก็จะได้ "Signature Menu" แก้วโปรดระดับสเปเชียลตี้ที่สะท้อนตัวตนของคุณออกมาได้อย่างมีระดับ   บทความนี้จะพาคุณไปทำความรู้จักคีย์เวิร์ดลับในการปรับแต่งรสชาติ พร้อมแจก 8 สูตร DIY เครื่องดื่มพันธุ์ไทยที่คัดมาแล้วว่ารสชาติหรูหรา ถ่ายรูปสวย ดูแพงมาก แต่จ่ายจริงในงบร้อยต้นๆ เท่านั้น!   เมื่อ "การคัสตอมเครื่องดื่ม" กลายเป็นไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่   จากเมนูเบสิค สู่เครื่องดื่มแบบใหม่ที่ว้าวกว่าเดิม   ยุคนี้เดินเข้าร้านกาแฟเราแทบจะไม่ค่อยได้ยินใครสั่งว่า "อเมริกาโนเย็นแก้วนึง" แบบห้วนๆ อีกต่อไปแล้ว เพราะหันไปทางไหนก็มีแต่คนสั่งสูตรเฉพาะตัว เช่น "อเมริกาโนเย็น เมล็ดพรีเมียมคั่วกลาง ไม่หวานเลย" หรือ "ชาเขียวมัทฉะ หวาน 25% เปลี่ยนเป็นนมโอ๊ต" การปรับเปลี่ยนสูตรเครื่องดื่มได้กลายมาเป็นวิถีชีวิต of คนรุ่นใหม่ที่รักอิสระและอยากให้ทุกคำที่กลืนลงไปตอบโจทย์ความต้องการของตัวเองมากที่สุด   เทรนด์ Personalization เติบโตในวงการอาหารและเครื่องดื่ม   กระแส Personalization หรือการออกแบบสินค้าให้เฉพาะเจาะจงรายบุคคลกำลังเติบโตอย่างมากในวงการคาเฟ่ เพราะผู้บริโภคไม่ได้มองว่ากาแฟเป็นแค่เครื่องดื่มแก้ง่วงอีกต่อไป แต่เป็นงานศิลปะในแก้วพลาสติกที่พวกเขาสามารถเลือกเบลนด์รสชาติที่ชอบ ดีไซน์ความเข้มข้น และความหวานได้เองตามอารมณ์ในแต่ละวัน   ทำไมหลายคนยอมจ่ายเพิ่มเพื่อคัสตอมเมนู   - ได้รสชาติที่ถูกใจมากขึ้น: บางคนไม่ชอบรสขมติดไหม้ บางคนไม่ชอบหวานตัดขา การเพิ่มเงินอีกนิดเพื่อปรับสูตรทำให้ได้เครื่องดื่มที่ "สมบูรณ์แบบ" สำหรับลิ้นตัวเอง - สร้างประสบการณ์ใหม่จากเมนูเดิม: เมนูเดิมที่กินอยู่ทุกวันอาจจะน่าเบื่อ แต่พอเติมโน่นนิด ปรับนี่หน่อย ก็ช่วยปลุกความตื่นเต้นและสร้างความสุขเล็กๆ ในวันทำงานได้เป็นอย่างดี   รู้จักวิธีคัสตอมเครื่องดื่มแบบง่าย ๆ ที่ใครก็ทำได้   ถ้าคุณเป็นมือใหม่ที่อยากลองก้าวเข้าสู่วงการคัสตอมเครื่องดื่มพันธุ์ไทย แต่ยังไม่รู้จะเริ่มตรงไหน ลองจำคีย์เวิร์ดง่ายๆ 4 ข้อนี้ไว้ใช้บอกพนักงานหน้าเคาน์เตอร์ได้เลย   - เพิ่มช็อตกาแฟ (Extra Shot): เหมาะมากสำหรับวันที่นอนน้อยตาจะปิด การเพิ่มช็อตเอสเพรสโซจะช่วยบูสต์ความเข้มข้น บอดี้แน่นหนา และเพิ่มกลิ่นหอมของกาแฟให้ชัดเจนขึ้น - ปรับระดับความหวาน (Sweetness Level): พันธุ์ไทยมีระดับความหวานให้เลือกชัดเจนตั้งแต่ หวานปกติ (100%), หวานน้อย (50%), หวานน้อยมาก (25%) ไปจนถึงไม่หวานเลย (0%) การลดหวานจะช่วยให้เราได้กลิ่นรสที่แท้จริงของชาหรือกาแฟมากขึ้น - เปลี่ยนประเภทนม (Alternative Milk): สำหรับสายสุขภาพ หรือคนที่มีอาการแพ้นมวัว (Lactose Intolerance) การลองเปลี่ยนจากนมโคพาสเจอร์ไรส์มาตรฐานมาเป็นนมทางเลือกอย่างนมถั่วเหลืองหรือนมโอ๊ต จะช่วยเปลี่ยนเนื้อสัมผัส (Texture) ให้มีความนุ่มละมุนและมีกลิ่นหอมเฉพาะตัวที่ต่างออกไป - เลือกมิกซ์ช็อตกาแฟกับชา (Coffee & Tea Combo): ทางเลือกสำหรับคนเลือกไม่ถูกและรักพี่เสียดายน้อง คุณสามารถสั่งเพิ่มช็อตกาแฟคั่วกลางค่อนเข้มลงไปในเมนูชาไทยหรือชาเขียวได้ เกิดเป็นเครื่องดื่มฟิวชันเลเยอร์สวยๆ ที่ได้ทั้งความหอมละมุนของชาและความเข้มกระปรี้กระเปร่าจากกาแฟในแก้วเดียว - จับคู่มิกซ์น้ำผลไม้แท้ (Fruit Juice Pairing): เปลี่ยนกาแฟและชาแก้วเดิมให้สดชื่นตื่นเต็มตา ด้วยการสั่งสลับสับเปลี่ยนหรือมิกซ์น้ำผลไม้ไทยๆ อันเป็นเอกลักษณ์ของร้าน เช่น น้ำส้ม, มะม่วงเบา, น้ำตาลโตนด หรือน้ำมังคุดจันทน์ เมนูใหม่จากพันธุ์ไทย นำมาท็อปด้านบนด้วยช็อตกาแฟพิเศษคั่วกลาง (ไทยริกาโน) หรืออัสสัม รสเปรี้ยวหวานฉ่ำของผลไม้จะช่วยลดความขมรุนแรง ดื่มแล้วรีเฟรชร่างกายได้ดีสุดๆ - เลือกดื่มร้อนหรือเย็น: เมนูเดียวกันแต่เสิร์ฟในอุณหภูมิที่ต่างกันก็ให้มิติรสชาติต่างกันอย่างสิ้นเชิง กาแฟร้อนจะเด่นเรื่องเนื้อสัมผัสและกลิ่นอโรมาที่อบอวล ส่วนกาแฟเย็นจะเด่นเรื่องความสดชื่นฉ่ำคอ   10 สูตร DIY เครื่องดื่มพันธุ์ไทย ที่ทำให้แก้วธรรมดาดูพรีเมียมขึ้นทันที   มาถึงช่วงแจกสูตร! ถ้าอยากสั่งกาแฟพันธุ์ไทยให้ดูแพง รสชาติมีมิติแบบบาริสต้าตั้งใจชง ในราคาร้อยต้นๆ ลองสั่งตาม 10 สูตรนี้ดู   สูตรที่ 1: อเมริกาโน + เพิ่มช็อต (ราคาประมาณ 80 - 95 บาท)   - การคัสตอม: สั่งเมนูอเมริกาโนเย็นสูตรคลาสสิกของร้าน แล้วขอเพิ่มเอสเพรสโซช็อตอีก 1 ช็อต เติมลงไปในแก้วเพื่อเพิ่มความเข้มข้นคูณสอง - สำหรับสาย: คนที่ตื่นยาก งานล้นมือ และชอบกาแฟเข้มสะใจ - รสสัมผัส: เมนูอเมริกาโนเย็นสูตรปกติของร้านจะเป็นเมล็ดกาแฟโทนคั่วเข้ม (Dark Roast) บอดี้แน่น ขมนำ ไม่เปรี้ยว เมื่อเราสั่งเพิ่มเอสเพรสโซช็อตเข้าไปอีก 1 ช็อต จะยิ่งทำให้กาแฟมีความหนาแน่น ดุดัน ขมเข้มสะใจ ดื่มอึกเดียวตื่นยาวไปถึงเย็นแน่นอน   สูตรที่ 2: ลาเต้เย็น + เพิ่มช็อต (ราคาประมาณ 75 - 85 บาท)   - การคัสตอม: สั่งเมนูลาเต้เย็นสูตรนมมาตรฐานของร้าน แล้วขอเพิ่มเอสเพรสโซช็อตอีก 1 ช็อต เข้าไปบาลานซ์ความเข้มสู้กับความมันของนม - สำหรับสาย: คนรักกาแฟนมรสละมุน แต่ไม่ชอบความจืดจาง - รสสัมผัสพรีเมียม: หลายคนเคยเจอปัญหาเวลาสั่งลาเต้เย็นแล้วรสนมกลบกาแฟจนหมด แต่สูตรนี้คือกาแฟนมที่บาลานซ์ดีที่สุด โดยใช้เมล็ดกาแฟโทนคั่วกลางค่อนเข้ม (Medium-Dark Roast) ของเมนูนมมาตรฐาน นำมาเพิ่มช็อตกาแฟเข้าไป บาลานซ์ในแก้วจะเปลี่ยนทันที กาแฟจะมีความเข้มสู้รสความมันของนมสดพาสเจอร์ไรส์ได้อย่างลงตัว รสชาติจะเข้มข้น นัว กลมกล่อม ละมุนละไม ไม่ขมไหม้และไม่เลี่ยน   สูตรที่ 3: "Black Citrus Fusion" (น้ำส้มคั้นสด + ท็อปช็อตไทยริกาโนคั่วกลาง) (ราคาประมาณ 80 - 90 บาท)   - การคัสตอม: สั่งเมนูน้ำส้มคั้นสด แล้วคัสตอมด้วยการสั่งเพิ่มช็อตกาแฟพิเศษคั่วกลาง (ไทยริกาโน)ราดท็อปไว้ด้านบนสุดแยกเป็นเลเยอร์สีดำตัดส้มสวยงาม - สำหรับสาย: สายกาแฟผลไม้ (Fruit Coffee) ที่ชอบความรีเฟรช ฉ่ำคอ ลบภาพจำกาแฟดำรสขมแบบเดิมๆ - รสสัมผัสพรีเมียม: สั่งเมนูน้ำส้มคั้นสดของพันธุ์ไทย แล้วคัสตอมด้วยการสั่ง "เพิ่มช็อตกาแฟพิเศษคั่วกลาง (ไทยริกาโน)" ราดท็อปไว้ด้านบนสุดเป็นเลเยอร์แยกชั้นสีดำตัดส้ม เมล็ดพรีเมียมคั่วกลางจะมีรสเปรี้ยวอมหวานโทนผลไม้และกลิ่นดาร์กช็อกโกแลตอยู่แล้ว พอมาฟิวชันกับความฉ่ำของน้ำส้ม รสชาติจะผสานกันกลมกล่อมคล้ายส้มเคลือบช็อกโกแลต ดื่มง่าย สดชื่น และหอมฟุ้งมาก     สูตรที่ 4: "Matcha Dirty Oat" (มัทฉะพรีเมียม 0% หวาน + เปลี่ยนเป็นนมโอ๊ตแช่เย็นจัด) (ราคาประมาณ 85 - 105 บาท)   - การคัสตอม: สั่งชาเขียวมัทฉะลาเต้เย็นแบบไม่ใส่น้ำเชื่อมเลย (0%) พร้อมคัสตอมขอเปลี่ยนเบสนมวัวเป็นนมโอ๊ตแช่เย็นจัด ไม่ใส่น้ำแข็ง และเสิร์ฟแยกชั้นสไตล์เดอร์ที - สำหรับสาย: สายคลีน มินิมอล รักสุขภาพ และชอบเนื้อสัมผัสของนมทางเลือก - รสสัมผัสพรีเมียม: สั่งชาเขียวมัทฉะพรีเมียมแท้ (สั่งแบบไม่ใส่น้ำเชื่อม 0%) สกัดแยกชั้นแบบท็อปไว้ด้านบน แล้วคัสตอมโดยขอเปลี่ยนเบสนมด้านล่างเป็น "นมโอ๊ต (Oat Milk) แช่เย็นจัด" ไม่ใส่น้ำแข็ง เวลาดื่มโดยไม่ใช้หลอด ความหอมกรุ่นปนขมอูมามิของมัทฉะแท้จะค่อยๆ ไหลผ่านความนุ่มนวล หอมมัน และความหวานละมุนตามธรรมชาติของนมโอ๊ต เกิดเป็นมิติรสชาติที่คลีน นุ่มลึก ละมุนลิ้น เหมือนไปนั่งกินที่คาเฟ่ญี่ปุ่นเลย     สูตรที่ 5: ดับเบิ้ลช็อกโกแลตเย็น + เพิ่มช็อตกาแฟ (เมนูลับสไตล์ Mocha คัดสรรเอง) (ราคาประมาณ 75 - 85 บาท)   - การคัสตอม: สั่งเมนูดับเบิ้ลช็อกโกแลตเย็นสูตรปกติของร้าน เพิ่มช็อตเอสเพรสโซราดท็อปด้านบน" เพื่อเปลี่ยนช็อกโกแลตเย็นให้กลายเป็นมอคค่าสุดเข้มข้น - สำหรับสาย: คนชอบความแปลกใหม่ สายช็อกโกแลตเลิฟเวอร์ที่อยากได้คาเฟอีนมาตัดรส - รสสัมผัสพรีเมียม: ใครที่ชอบดื่มช็อกโกแลตเย็นสูตรเข้มข้นสุดหนืดของพันธุ์ไทยเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ลองคัสตอมด้วยการสั่งเพิ่มช็อตเอสเพรสโซลงไปด้วย คุณจะได้เมนู "มอคค่า" เวอร์ชันพรีเมียมสุดๆ รสขมเข้มและกลิ่นอโรมาของกาแฟจะเข้าไปผสานกับความหวานมันเข้มข้นของดับเบิ้ลช็อกโกแลต เกิดเป็นมิติรสชาติที่ดาร์ก นัว สะใจ เป็นเมนูลับที่ดูหรูหราและเข้ากันได้อย่างไม่น่าเชื่อ!     สูตรที่ 6: "Palmy Caramel Milkshake" (นมสดปั่น + ซอสตาลโตนดรอบแก้ว + ท็อปวิปครีมหนานุ่ม) (ราคาประมาณ 85 - 100 บาท)   - การคัสตอม: สั่งเมนู "นมสดปั่น" แล้วขอเพิ่มซอสตาลโตนดราดวนรอบข้างแก้ว ท็อปด้านบนด้วยวิปปิ้งครีมนุ่มๆ แล้วราดปิดท้ายด้วยซอสตาลโตนดเข้มข้นด้านบน - สำหรับสาย: สายหวานนัว ละมุนละไม ชอบเครื่องดื่มเนื้อเนียนสไตล์มิลค์เชค (Milkshake) ที่มีกลิ่นอายความเป็นไทยแบบโมเดิร์น - รสสัมผัสพรีเมียม: เมนู D.I.Y. สุดฮิตที่อร่อยนัวลงตัวสุดๆ ตัวเบสเป็นนมสดแท้พาสเจอร์ไรส์ปั่นจนเนื้อเนียนละเอียด ละมุนลิ้น ดึงความโดดเด่นขึ้นมาอีกขั้นด้วยความหวานโชยกลิ่นหอมเฉพาะตัวของ "ซอสตาลโตนดแท้" ภูมิปัญญาพื้นบ้านไทยที่ราดสลับชั้นอยู่รอบแก้ว ซึ่งจะให้รสหวานกลมกล่อม นุ่มลึก ไม่หวานแหลมแสบคอเหมือนไซรัปทั่วไป เติมความฟินแบบตะโกนด้วยวิปปิ้งครีมเนื้อหนานุ่มฟูที่ราดซอสตาลโตนดปิดท้ายด้านบน เวลาดูดทานพร้อมกัน รสชาติจะผสมผสานออกมานัว หอมหวาน มันเข้มข้น คล้ายดื่มคาราเมลมิลค์เชคเกรดพรีเมียมตามร้านเบอร์เกอร์หรูๆ เลยแหละ สายของหวานต้องเลิฟ!     สูตรที่ 7: "Assam Mangosteen Layer" (มังคุดปั่นวุ้นมะพร้าว + ช็อตชาอัสสัมน่าน) (ราคาประมาณ 109 - 115 บาท)   - การคัสตอม: สั่งเมนู "มังคุดวุ้นมะพร้าว" เมนูใหม่ล่าสุดจากซีรีส์มังคุด มังคุดวุ้นมะพร้าว เพิ่มช็อตชาอัสสัมออริจินอลของน่าน (แบบไม่ใส่น้ำเชื่อม) เพื่อทำเป็นเลเยอร์สีน้ำตาลเข้มตัดกับสีขาวอมชมพูของมังคุดปั่น หรือลองดูเมนูมังคุดปั่นกับช็อตกาแฟ ช็อตมัทฉะ หรือโยเกิร์ตก็มีนะ - สำหรับสาย: สายชาผลไม้ (Fruit Tea) ที่ชอบความหอมหวานละมุนฉ่ำของราชินีผลไม้ไทย แต่ยังต้องการความเข้มลึกและบอดี้ที่ชัดเจนของชาดำ - รสสัมผัสพรีเมียม: เมนูนี้จะได้ความหวานอมเปรี้ยวกลมกล่อมตามธรรมชาติจากเนื้อมังคุดปั่นแท้ๆ พ่วงด้วยเนื้อสัมผัสเคี้ยวหนึบหนับของวุ้นมะพร้าวที่ก้นแก้ว แต่ความพิเศษที่พรีเมียมขึ้นไปอีกขั้นคือกลิ่นและรสชาติของ "ชาอัสสัมน่าน" ที่มีความหอมเข้ม โทนฝาดสะอาดและกลิ่นคั่วอันเป็นเอกลักษณ์ รสเข้มของชาอัสสัมจะเข้าไปตัดและบาลานซ์ความหวานฉ่ำของมังคุดได้อย่างลงตัวพอดี ทำให้แก้วนี้มีมิติรสชาติที่ลึกซึ้ง หอมฟุ้งทั้งกลิ่นชาและผลไม้ ให้ความรู้สึกหรูหราสดชื่นเหมือนกำลังดื่มม็อกเทลสูตรพิเศษในเลานจ์ระดับห้าดาวเลย     สูตรที่ 8: "Triple Caramel-Choc Popcorn Frappe" (คาราเมลคอฟฟี่ปั่น + ซอสช็อกรอบแก้ว + ดับเบิลวิปครีม + ท็อปป๊อปคอร์นฉ่ำ) (ราคาประมาณ 115 - 135 บาท)   - การคัสตอม: สั่งเมนู "คาราเมลคอฟฟี่ปั่น" ขอเพิ่มซอสช็อกโกแลตราดวนรอบข้างแก้ว ใส่วิปปิ้งครีมตรงกลางแก้ว ท็อปด้านบนด้วยวิปปิ้งครีมและป๊อปคอร์นคาราเมล แล้วราดปิดท้ายด้วยซอสคาราเมลฉ่ำๆ - สำหรับสาย: สายคาเฟอีนรสหวานละมุน และคนที่ชอบเครื่องดื่มสไตล์ "ครั้นชี่เฟรปเป้" มีเนื้อสัมผัสให้เคี้ยวกรุบกรอบ ฟินเต็มพิกัดในแก้วเดียว - รสสัมผัสพรีเมียม: นี่แหละสูตรลับขั้นสุด ยิ่งลับ ยิ่งอร่อยจัดเต็ม! ตัวเบสคือกาแฟเอสเพรสโซคั่วเข้มปั่นรวมกับไซรัปคาราเมลจนเนื้อเนียนละเอียด ได้รสขมปนหอมหวานโชยเตะจมูก เพิ่มมิติความอร่อยด้วยซอสช็อกโกแลตเข้มข้นรอบแก้ว ความฟินพุ่งทะยานด้วยการใส่ "ดับเบิลวิปครีม" ทั้งตรงกลางแก้วและบนแก้ว เพื่อความนุ่มนั่วนัวละมุนในทุกอึกที่ดูด ปิดท้ายความหรูหราด้วยการท็อปป๊อปคอร์นคาราเมลกรุบกรอบเคี้ยวสนุก ราดซอสคาราเมลซ้ำอีกรอบ รสชาติจะผสมผสานกันอย่างลงตัว มีทั้งความขม หอม หวาน มัน และมีความกรอบเค็มมันของป๊อปคอร์นมาตัดเลี่ยน ดูแพงราวกับเมนูยอดฮิตในโรงภาพยนตร์ระดับเฟิร์สคลาสเลย!     สูตรที่ 9: "Matcha-Choc Brownie Frappe" (มัทฉะเฟรปเป้ + ซอสช็อกโกแลตข้างแก้ว + ท็อปบราวนี่หนึบ) (ราคาประมาณ 115 - 130 บาท)   - การคัสตอม: สั่งเมนู "มัทฉะเฟรปเป้" แล้วแจ้งคัสตอมขอเพิ่มซอสช็อกโกแลตเข้มข้นราดวนรอบข้างแก้ว ท็อปด้านบนด้วยบราวนี่ (เลือกรสช็อกโกแลตหรือมัทฉะตามชอบ) แล้วราดปิดท้ายด้วยซอสช็อกโกแลตด้านบนอีกครั้ง - สำหรับสาย: สายชาเขียวเลิฟเวอร์ตัวจริง และคนที่ชอบเครื่องดื่มสไตล์ขนมหวาน (Dessert Drink) เข้มข้น เคี้ยวเพลิน เต็มอิ่มในแก้วเดียว - รสสัมผัสพรีเมียม: นี่คือเมนู D.I.Y. ในตำนานสุดฮิตที่คอกาแฟพันธุ์ไทยแอบสั่งกันอยู่ตลอด! ตัวเบสเป็นมัทฉะแท้เกรดพรีเมียมปั่นจนเนื้อเนียนละเอียด ได้กลิ่นหอมกรุ่นปนความขมอูมามิอันเป็นเอกลักษณ์ ผสมผสานอย่างลงตัวกับความหวานเข้มข้น ดาร์กสะใจของซอสช็อกโกแลตที่ราดอยู่รอบแก้ว เพิ่มความฟินขั้นสุดด้วยบราวนี่เนื้อหนึบหนับชิ้นพอดีคำที่ท็อปอยู่ด้านบน เวลาดูดพร้อมกันความขมของมัทฉะจะตัดกับความหวานเข้มของช็อกโกแลตได้อย่างไร้ที่ติ ได้รสชาติที่เข้มข้น นัว และมีเนื้อสัมผัสให้เคี้ยวสนุก ดูแพงราวกับสั่งเมนูซิกเนเจอร์มาจากคาเฟ่หรูเลย     สูตรที่ 10: "Shine Muscat Jasmine Creamy" (ชามะลิดึ๋งปั่นไชน์มัสแคท + ท็อปวิปครีม + ซอสส้ม + บัตเตอร์คุกกี้กรอบ) (ราคาประมาณ 115 - 130 บาท)   - การคัสตอม: * สั่งเมนู “ชามะลิดึ๋งปั่นพิงก์กัววา” ราดซอสสตรอว์เบอร์รี ท็อปด้วยวิปปิ้งครีมนุ่มๆ และสตรอว์เบอร์รี หวานซ่อนเปรี้ยว เพลินสุดๆ * สั่งเมนู "ชามะลิดึ๋งปั่นไชน์มัสแคท" (ชาเขียวกลิ่นมะลิปั่นกับองุ่นไชน์มัสแคทและโอ้เอ๋ว) ท็อปด้านบนด้วยวิปปิ้งครีมนุ่มๆ ราดซอสส้ม และโรยเพิ่มด้วยบัตเตอร์คุกกี้กรุบกรอบ" - สำหรับสาย: สายชาผลไม้ปั่น (Fruit Tea Smoothie) ที่ชอบความสดชื่นเต็มพิกัด แต่ยังรักความละมุนละไมชวนเคี้ยวแบบขนมหวานพรีเมียม - รสสัมผัสพรีเมียม: บอกเลยว่าลงตัวสุดๆ กับการฟิวชันระหว่าง "พี่ชามะลิจากเชียงราย" และ "น้องโอ้เอ๋วจากภูเก็ต" นำมาปั่นเข้ากับองุ่นไชน์มัสแคทจนได้เบสชาผลไม้รสเปรี้ยวหวานฉ่ำหอมกลิ่นดอกไม้ มีเนื้อโอ้เอ๋วดึ๋งๆ แสนจริงใจให้เคี้ยวเพลินที่ก้นแก้ว ความพรีเมียมจะอัปเลเวลทันทีเมื่อดูดพร้อมกับวิปครีมเนื้อนุ่มฟูหนานุ่มดุจปุยเมฆด้านบน คลุกเคล้ากับรสเปรี้ยวอมหวานกลิ่นส้มตระกูลซิสตรัสจากซอสส้ม และปิดท้ายด้วยเนื้อสัมผัสกรุบกรอบ เค็มๆ มันๆ ของบัตเตอร์คุกกี้ชั้นดี เกิดเป็นรสชาติที่สดชื่น หอมละมุน ซับซ้อนและมีมิติมากๆ เหมือนกำลังนั่งทานของหวานจานหรูในคาเฟ่สไตล์ฟิวชันเลย   เทคนิคสั่งเครื่องดื่มให้ดูเหมือนสาย Specialty Coffee   อยากสั่งออเดอร์ให้ดูเป็น "ตัวจริง" ด้านกาแฟ บาริสต้าฟังแล้วต้องตั้งใจกดสกัดช็อต ลองนำทริคเหล่านี้ไปใช้ดู   - เข้าใจระดับความหวานที่เหมาะกับเมนู: กาแฟดำคั่วกลาง (เช่น ไทยริกาโน) ควรดื่มแบบหวานน้อย 50% หรือไม่หวานเลย เพื่อไม่ให้ไซรัปไปบดบังกลิ่นผลไม้ ส่วนชามัทฉะเข้มๆ ควรอยู่ที่ความหวาน 25% เพื่อดึงรสอูมามิของชาออกมา - รู้ว่าควรเพิ่มช็อตเมื่อไร: ควรเพิ่มช็อตเมื่อสั่งเมนูนมแก้วใหญ่ หรือเมื่อต้องการเปลี่ยนเมนูโกโก้/ชาไทยธรรมดาให้กลายเป็นเมนูฟิวชันกาแฟ - เมนูไหนเหมาะกับการดื่มแบบไม่หวานเลย (0%): อเมริกาโนเย็น และไทยริกาโน คือสองเมนูที่ควรลองดื่มแบบไร้น้ำตาลดูสักครั้ง เพื่อฝึกประสาทสัมผัสให้รับรสชาติที่แท้จริงของเมล็ดกาแฟ - ดื่มกาแฟอย่างไรให้สัมผัสรสชาติได้ชัดขึ้น: หลังจากจิบแรก ให้ลองอมกาแฟไว้ในปากสัก 1-2 วินาที สูดหายใจเข้าเล็กน้อยเพื่อให้กลิ่นอโรมาตีขึ้นไปที่จมูก จากนั้นค่อยกลืน คุณจะรับรู้ถึงรสสัมผัส (Aftertaste) ที่ทิ้งท้ายไว้ในลำคอได้ชัดเจนขึ้น   คัสตอมยังไงให้คุ้มงบ?   1.เพิ่มความพรีเมียมได้โดยไม่ต้องจ่ายแพง   การคัสตอมในร้านแบรนด์ใหญ่มักจะถูกมองว่าทำให้ราคาบานปลายจนเฉียดสองร้อยบาท แต่ที่กาแฟพันธุ์ไทย ราคาเริ่มต้นของเมนูพื้นฐานค่อนข้างเป็นมิตร (ประมาณ 60 - 75 บาท) การเพิ่มออปชันเสริม เช่น เพิ่มช็อตกาแฟ หรือชา หรือเปลี่ยนเป็นนมทางเลือก จึงเพิ่มเงินอีกเพียงแค่ 15 - 25 บาทเท่านั้น   2. งบประมาณ 100 - 120 บาท ได้อะไรบ้าง?   ในงบเท่านี้ คุณสามารถสั่ง "ไทยริกาโนเย็น เมล็ดพรีเมียมคั่วกลาง (80 บาท) + เพิ่มเอสเพรสโซช็อต (15 บาท) + ปรับหวาน 25%" ยอดรวมจะอยู่ที่ประมาณ 95 - 115 บาท ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ร้อยต้นๆ แต่ได้ดื่มกาแฟระดับ Specialty คุณภาพสูง   3. เปรียบเทียบกับเครื่องดื่มในคาเฟ่ทั่วไป   หากคุณเดินเข้าคาเฟ่แนวสโลว์บาร์หรือร้าน Specialty หรูๆ ข้างนอก กาแฟดริปหรือกาแฟเมล็ดพรีเมียมคั่วกลางสักแก้วมักจะสตาร์ทราคาที่ 130 - 180 บาทเป็นอย่างต่ำ ดังนั้นการมาคัสตอมสูตรที่พันธุ์ไทยจึงเป็นทางเลือกที่คุ้มค่า ได้แก้วพรีเมียมในราคาประหยัดไปได้เกือบครึ่ง   ความสนุกของการสร้าง "เมนูประจำ" ในแบบของตัวเอง   ไม่มีสูตรที่ถูกที่สุด มีแต่สูตรที่ใช่ที่สุด   เสน่ห์ของการ DIY เครื่องดื่มคือมันไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัว คำว่า "อร่อย" ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนอาจจะชอบสั่งชาไทยผสมกาแฟคั่วกลางค่อนเข้ม บางคนชอบมัทฉะใส่น้ำส้ม ทุกการทดลองคือความสนุกที่คุณได้สวมบทบาทเป็นบาริสต้าส่วนตัว   ทำไมหลายคนถึงสั่งเมนูเดิมซ้ำทุกวัน   เมื่อเราค้นพบสูตรคัสตอมที่ "ตรงใจ" และลงตัวกับลิ้นเราที่สุดแล้ว แก้วนั้นจะกลายเป็น Comfort Drink หรือเมนูประจำตัวที่สั่งซ้ำได้ทุกวันโดยไม่เบื่อ เพราะมันให้รสชาติที่เสถียรและตอบสนองความสุขของเราได้ดีที่สุด   การค้นหาแก้วโปรดคือเสน่ห์ของการดื่มกาแฟ   การได้ลองปรับสูตรไปเรื่อยๆ วันนี้หวานมากหน่อย วันนี้เข้มข้นขึ้นอีกนิด คือการเดินทางที่น่าค้นหาในโลกของเครื่องดื่ม และทำให้การเดินเข้าร้านกาแฟในทุกๆ เช้าเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นเสมอ   บทสรุป: แก้วโปรดที่ดีที่สุด คือแก้วที่ออกแบบมาเพื่อคุณ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มช็อตกาแฟคั่วเข้มสะใจเพื่อบูสต์ความตื่น การท็อปช็อตคั่วกลางลงบนน้ำส้มคั้นสดเพื่อความรีเฟรช การเลือกเปลี่ยนเบสนมวัวเป็นนมโอ๊ตนุ่มๆ ไปจนถึงความสนุกขั้นสุดอย่างการมิกซ์เลเยอร์ซอสช็อกโกแลตลงบนมัทฉะแฟรปเป้ การคัสตอมเครื่องดื่มนี่แหละที่เป็นเครื่องมือชั้นดีในการเปลี่ยนเมนูมาตรฐานบนป้ายไฟ ให้กลายเป็นแก้วโปรดระดับพรีเมียมที่สะท้อนตัวตนและตอบโจทย์ลิ้นของคุณได้มากที่สุด   และที่สำคัญ คุณไม่จำเป็นต้องจ่ายแพงเสมอไปเลย เพราะที่กาแฟพันธุ์ไทย เครื่องดื่มราคาหลักสิบปลายๆ ไปจนถึงร้อยต้นๆ ก็สามารถเปิดประสบการณ์การดื่มที่หรูหรา ซับซ้อน มีมิติ และถูกใจได้ไม่แพ้เมนูสเปเชียลตี้จากคาเฟ่ราคาแพงเลย วันหยุดหรือบ่ายนี้ลองเลี้ยวเข้าพันธุ์ไทยแล้วยื่นสูตร DIY ในแบบของคุณให้บาริสต้าลองชงดูนะ! สำหรับใครที่เพิ่งดื่มพันธุ์ไทยครั้งแรก ลองสั่งเมนูซิกเนเจอร์อย่างไทยริกาโนหรือเมนูยอดนิยมอื่นๆ ติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมได้เว็บไซต์กาแฟพันธุ์ไทยและ เฟสบุ๊ค PunThai Coffee!   คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการคัสตอมเครื่องดื่มพันธุ์ไทย   Q: สามารถเพิ่มช็อตกาแฟได้หรือไม่? A: ได้แน่นอน สามารถแจ้งพนักงานตอนสั่งเมนูได้เลยว่าต้องการ "เพิ่มช็อตเอสเพรสโซ" โดยจะมีค่าบริการเพิ่มช็อตละประมาณ 15-20 บาท (เช็คกับพันธุ์ไทยอีกที)   Q: ปรับระดับความหวานได้กี่ระดับ? A: ปรับได้ 4 ระดับหลักๆ คือ หวานปกติ (100%), หวานน้อย (50%), หวานน้อยมาก (25%) และไม่หวานเลย (0%) สามารถเลือกให้เหมาะกับสุขภาพและสไตล์การดื่มได้เลย   Q: เมนูไหนเหมาะสำหรับคนเริ่มดื่มกาแฟ? A: แนะนำเป็นเมนูกาแฟนมระดับคั่วกลางค่อนเข้ม เช่น ลาเต้เย็น หรือ คาปูชิโนเย็น แบบหวานน้อย (50%) เพราะรสนมพาสเจอร์ไรส์จะช่วยลดความขม ทำให้ดื่มง่าย กลมกล่อม และละมุนลื่นคอ   Q: เมนูไหนเหมาะกับคนไม่ชอบหวาน? A: อเมริกาโนเย็น หรือ ไทยริกาโนเย็น สั่งแบบความหวาน 0% คุณจะได้ลิ้มรสรสชาติที่แท้จริงและกลิ่นอโรมาของเมล็ดกาแฟแท้แบบเต็มๆ โดยไม่มีน้ำตาลมาบดบัง   Q: หากต้องการคัสตอมเพิ่มออปชันเสริม เช่น เพิ่มช็อตกาแฟ หรือเปลี่ยนประเภทนม มีค่าใช้จ่ายประมาณเท่าไหร่? A: ราคาของออปชันเสริมจะเริ่มต้นที่ประมาณ 15 - 25 บาทต่ออย่าง เช่น - การเพิ่มช็อตเอสเพรสโซ (Extra Shot) จะอยู่ที่ประมาณ +15 บาท - การเปลี่ยนเบสนมวัวเป็นนมทางเลือกอย่าง นมโอ๊ต (Oat Milk) จะอยู่ที่ประมาณ +20 บาท ส่วนท็อปปิ้งพรีเมียมอื่นๆ (เช่น วิปครีม, ซอสมัทฉะ, บราวนี่ หรือป๊อปคอร์น) ราคาจะแตกต่างกันไปตามโปรโมชันและฤดูกาล ทำให้ราคารวมของเมนู DIY ส่วนใหญ่ยังคงเซฟงบอยู่ในช่วงร้อยต้นๆ   Q: ไทยริกาโนเหมาะกับการดื่มแบบหวานน้อยหรือไม่? A: เหมาะมาก! เมนูไทยริกาโนใช้เมล็ดเกรดพรีเมียมระดับคั่วกลาง การสั่งแบบหวานน้อย (50% หรือ 25%) จะช่วยชู Character รสเปรี้ยวอมหวานคล้ายผลไม้และความฉ่ำชุ่มคอตามธรรมชาติของกาแฟพิเศษออกมาได้ดีที่สุด   Q: เมนูไหนคุ้มค่าที่สุดสำหรับสายกาแฟ? A: หากวัดที่คุณภาพเมล็ด "ไทยริกาโนเย็น หวานน้อย" คุ้มค่าที่สุดในแง่ของรสชาติสเปเชียลตี้ แต่ถ้าในแง่พลังงานและความตื่นตัว "อเมริกาโนเย็น เพิ่มช็อต" คือแก้วที่คุ้มงบส่งพลังบอดี้คั่วเข้มให้คุณได้ดีที่สุด   Q: ถ้าอยากสั่งเครื่องดื่มคัสตอมสไตล์แยกเลเยอร์ (Layer) สวยๆ ถ่ายรูปปัง ต้องสั่งอย่างไร? A: สามารถแจ้งบาริสต้าหน้าเคาน์เตอร์ตอนสั่งได้เลยว่า "ขอทำแบบแยกเลเยอร์" หรือ "ขอราดช็อต/ซอสท็อปไว้ด้านบนสุด" โดยเฉพาะเมนูกลุ่มชาผลไม้ กาแฟน้ำผลไม้ หรือเมนูที่เปลี่ยนเบสเป็นนมโอ๊ตแช่เย็นจัด บาริสต้าจะใช้เทคนิคการรินผ่านช้อนบาร์เพื่อให้เครื่องดื่มแยกชั้นสีสันสวยงาม ถ่ายรูปขึ้นกล้องแน่นอน   Q: การสั่งเมนูคัสตอม DIY แบบนี้ สามารถสะสมแต้มหรือใช้สิทธิ์บัตร PT Max Card ได้ตามปกติไหม? A: สะสมและใช้สิทธิ์ได้ตามปกติ 100% ไม่ว่าคุณจะมิกซ์แอนด์แมตช์สูตรไหน ยอดรวมสุทธิหลังจากหักส่วนลดแล้วจะถูกนำไปคิดเป็นคะแนนสะสมและนับยอดเพื่อเลื่อนระดับสมาชิก (Tier) ของคุณทันที และหากคุณมีคูปองส่วนลดจากแอป Max Me หรือสิทธิ์จากบัตรแดง Max Card Plus ก็สามารถนำมาใช้เป็นส่วนลดร่วมกับการสั่งเมนูคัสตอมได้เช่นกัน สั่งได้สบายใจเลย!   อ้างอิง: - Punthai Coffee - https://www.facebook.com/punthaicoffee  
อ่านต่อ
PT Grand Prix of Thailand 2026 ปีนี้ Soft Power ไทยจัดเต็มมาก!
PT Grand Prix of Thailand 2026 ปีนี้ Soft Power ไทยจัดเต็มมาก! การแข่งขันจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลก MotoGP ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ นอกจากจะมีรถ Shuttle TAN “ชัตเทิ้ลแต๋น” ที่ดัดแปลงจาก "รถอีแต๋น" ไว้บริการรับ- ส่งนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าชมการแข่งขันแล้ว ปีนี้ยังมีไฮไลต์เด็ดที่แฟนๆ ห้ามพลาด รถตุ๊กตุ๊กไทย พานักบิดตัวท็อปวนรอบสนาม ส่งภาพ Soft Power ไทยสู่สายตาแฟน 800 ล้านคน กว่า 200 ประเทศทั่วโลก พันธุ์ไทย ยกร้านมาเสิร์ฟถึงสนาม กับ "ไทยริกาโน" อเมริกาโนของคไทย สายพันธุ์อาราบิก้า จากดอยสวนยาหลวง จ.น่าน กาแฟไทยคุณภาพระดับรางวัล พร้อมให้ชาวต่างชาติได้ลิ้มลองรสชาติสุดพรีเมียม รถฟู้ดทรัคพันธุ์ไทย ฝีมือการออกแบบของศิลปินไทย Viput A. ที่ถ่ายทอดเรื่องราววัฒนธรรมจาก 4 ภาคของประเทศไทย 28 ก.พ. 69 – 1 มี.ค. 69 | 8.00-18.00 น. ดูสดทาง True4U ช่อง 24 และ SPOTV (689) ใครมางาน อย่าลืมแวะบูธพันธุ์ไทยกันนะ สมาชิก Max Card Plus มีส่วนลดรออยู่เหมือนเดิมนะคร้าบ! #พันธุ์ไทย #PunthaiCoffee #MotoGP #MotoGP2026 #PTGrandPrixofThailand2026 Cr Photo: FB Chang Circuit Buriram
อ่านต่อ
สิ่งที่ทำให้พันธุ์ไทย 'แตกต่าง' ไม่ใช่เพียงเมนูที่ 'แปลกใหม่' แต่คือ 'แนวคิด'
สิ่งที่ทำให้พันธุ์ไทย 'แตกต่าง' ไม่ใช่เพียงเมนูที่ 'แปลกใหม่' แต่คือ 'แนวคิด' ที่เชื่อมั่นในความเป็นไทย ความกล้าที่จะแตกต่าง และพลังความมุ่งมั่นที่จะทำทุกสิ่งให้เป็นไปได้ และนี่คือเสียงยืนยันจากเวทีนานาชาติว่า 'ความเป็นไทย' นั้น ทรงพลังเพียงพอที่จะนำเทรนด์ได้ กาแฟพันธุ์ไทย คว้ารางวัล "The Most Trend Setter Product" สุดยอดองค์กรผู้นำเทรนด์ด้านผลิตภัณฑ์ จากเวที Future Trends Awards 2026 จากการเป็นผู้ริเริ่มแนวคิด Creative Thai Taste ด้วยการเสาะหาวัตถุดิบท้องถิ่นจากทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย มารังสรรค์เป็นเมนูที่ไม่เคยมีใครเคยทำมาก่อน และยืนหยัดต่อเนื่องมาตลอด 14 ปี ขอขอบคุณลูกค้าทุกท่านที่ให้การสนับสนุนอย่างดีเสมอมา พี่ไทจะรักษาคุณภาพและบริการอย่างต่อเนื่องเพื่อตอบแทนความไว้วางใจตลอดไปคร้าบ #พันธุ์ไทย #PunthaiCoffee #futuretrendsawards2026
อ่านต่อ
มาแชร์ความสุขให้ช้างไทยด้วยกันมั้ย?
🐘❤️มาแชร์ความสุขให้ช้างไทยด้วยกันมั้ย? พันธุ์ไทย ขอนำร่องบริจาครายได้ส่วนหนึ่งมอบให้มูลนิธิช้างไทย 3 มูลนิธิฯ เพื่อเป็นของขวัญวันปีใหม่ ให้ช้างไทยและเป็นขวัญกำลังใจให้ทีมงานมูลนิธิฯ ทุกคน   พี่ไทขอเป็นสะพานบุญชวนเพื่อนๆ ร่วมบุญส่งท้ายปีครั้งใหญ่ ด้วยการบริจาคเงินให้กับมูลนิธิไม่แสวงหากำไร เพื่ออนุรักษ์ ช่วยเหลือช้างป่วยและช้างพิการ โดยเพื่อนๆ สามารถบริจาคตรงตามช่องทางของแต่ละมูลนิธิได้เลย รายละเอียดใต้ภาพดังต่อไปนี้   ยังมีองค์กรและมูลนิธิอีกมากมายในประเทศไทยที่รอการสนับสนุนจากทุกคนอยู่ สวัสดีปีใหม่ครับ   มูลนิธิช้างปันน้ำใจสู่ชาวดอย (The Care Project Foundation)   ชื่อบัญชี: ช้างปันน้ำใจสู่ชาวดอย ธนาคาร กรุงไทย 501-0-65499-7 มูลนิธิช้างปันน้ำใจสู่ชาวดอย เป็นมูลนิธิฯ ที่ไม่มุ่งแสวงหากำไร โดยมีเป้าหมายคือการอนุรักษ์ช้างไทย ลดปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนและช้าง ผ่านการทำกิจกรรมและส่งเสริมโครงการให้ความรู้เกี่ยวกับช้าง พร้อมมีสัตวแพทย์ประจำมูลนิธิฯ รวมถึงควาญช้างที่คอยดูแลสุขภาพช้าง เพื่อความเป็นอยู่ของช้างที่ดีขึ้น   Facebook: https://www.facebook.com/CareProjectFoundation    -------------------------------------------------------------   โรงพยาบาลช้างพังงา มูลนิธิเซาท์เทิร์นไทยแลนด์ เอเลเฟนท์ ฟาวน์เดชัน (Southern Thailand Elephant Foundation)   ชื่อบัญชี: มูลนิธิ เซาท์เทิร์นไทยแลนด์ เอเลเฟนท์ ฟาวน์เดชัน ธนาคาร กสิกรไทย 123-111-7616   มูลนิธิ เซาท์เทิร์นไทยแลนด์ เอเลเฟนท์ ฟาวน์เดชัน เป็นองค์กรการกุศล ที่มีพันธกิจหลัก เพื่อการส่งเสริมพัฒนาสวัสดิภาพและสุขภาพช้างไทยในพื้นที่ภาคใต้ ผ่านการดำเนินงานของโรงพยาบาลช้างจังหวัดพังงา โดยมีการให้ข้อมูลความรู้ด้านสุขภาพ และสวัสดิภาพช้างแก่ควาญและเจ้าของช้าง   Facebook: https://www.facebook.com/STEFThailand/?locale=th_TH    -------------------------------------------------------------   มูลนิธิอนุรักษ์ช้างและสิ่งแวดล้อม Save Elephant Foundation   ชื่อบัญชี : มูลนิธิอนุรักษ์ช้างและสิ่งแวดล้อม ธนาคารกรุงเทพ 423-0-73689-6 ธนาคารกสิกรไทย 407-2-33888-5   มูลนิธิอนุรักษ์ช้างและสิ่งแวดล้อม ดำเนินงานเพื่อการอนุรักษ์และอุทิศตนเพื่อปกป้องช้างไทย และช่วยเหลือช้างแก่ และช้างพิการจากการใช้งานหรือทารุณกรรม รวมถึงช้างพิการที่เหยียบกับระเบิด ซึ่งต้องได้รับการดูแลรักษาอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ในทุกเดือนจะมีโครงการรถโมบายคลินิกเคลื่อนที่ ไปช่วยเหลือรักษาสัตว์อื่นๆ และช้างในพื้นที่ห่างไกลอีกด้วย   Facebook: https://www.facebook.com/SaveElephantFoundation/   #พันธุ์ไทย #PunthaiCoffee  
อ่านต่อ
ตั้งแต่วันแรกที่น้ำท่วมหาดใหญ่ จนถึงวันที่น้ำแห้งในวันนี้
ตั้งแต่วันแรกที่น้ำท่วมหาดใหญ่ จนถึงวันที่น้ำแห้งในวันนี้ ... ทีมแพทย์ พยาบาล อาสาสมัคร และเหล่าทหารกล้า ยังคงทุ่มเทแรงกาย แรงใจ ด้วยความเสียสละ ห่างบ้าน ห่างครอบครัว เพื่อดูแลผู้ป่วยและผู้ประสบภัยทุกชีวิตให้ปลอดภัย ตลอด 10 วัน ที่ผ่านมา พี่ไทยินดีที่ได้เป็นส่วนเล็กๆ ที่ได้ส่งต่อความห่วงใย เสิร์ฟเครื่องดื่มเย็นๆ กว่า 25,000 แก้ว เพื่อเติมพลังกาย เพิ่มพลังใจให้ฮีโร่แนวหน้า ที่โรงพยาบาลหาดใหญ่ โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ มูลนิธิท่งเซียงเซียงตึ๊ง และค่ายเสนาณรงค์ จ.สงขลา  ก่อนออกเดินทาง คุณจุไรวรรณ หยวน ผู้อำนวยการอาวุโสสายงานพัฒนาธุรกิจ ตัวแทนฝ่ายบริหาร และทีมงานจาก บริษัท กาแฟพันธุ์ไทย จำกัด ยังได้มอบเครื่องชงกาแฟอัตโนมัติ 6 เครื่อง พร้อมเมล็ดกาแฟพันธุ์ไทย ให้บุคลากรทางการแพทย์ได้เติมพลังทุกวันทุกเวลาพี่ไทขอขอบคุณทุกกำลังสำคัญ ที่ยืนหยัดเคียงข้างทุกชีวิต ในทุกวิกฤติ เพราะเรา #คนไทยไม่ทิ้งกัน #พันธุ์ไทย #PunthaiCoffee
อ่านต่อ
"กาแฟพันธุ์ไทย" จัดตั้งบริษัทย่อยใหม่ "ก๋วยเตี๋ยวเรือพันธุ์ไทย"
"กาแฟพันธุ์ไทย" จัดตั้งบริษัทย่อยใหม่ "ก๋วยเตี๋ยวเรือพันธุ์ไทย" รุกตลาด Street Food แสนล้าน ตั้งเป้าปั้น 50 สาขา ภายในปี 2569   กรุงเทพฯ - บริษัท กาแฟพันธุ์ไทย จำกัด ประกาศจัดตั้งบริษัทย่อยแห่งใหม่ บริษัท ก๋วยเตี๋ยวเรือพันธุ์ไทย จำกัด ยกระดับกลยุทธ์ Brand Extension ต่อยอดความแข็งแกร่งของแบรนด์พันธุ์ไทยให้ครอบคลุมทั้งเครื่องดื่มและอาหาร ภายใต้แนวคิด "ครบจบในที่เดียว" ผสานก๋วยเตี๋ยวเรือกับเครื่องดื่มพันธุ์ไทยในร้านเดียวกัน โดยคงคอนเซปต์ Creative Thai Taste คัดสรรวัตถุดิบท้องถิ่นไทยมาสร้างสรรค์ Signature Menu จากเอ็นหมูหาดใหญ่ ส่งตรงจากสงขลา พร้อมเจาะตลาด Street Food ตั้งเป้าปั้นอาณาจักรก๋วยเตี๋ยวเรือครอบคลุม 50 สาขา ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ภายในปี 2569   คุณอนันต์ รัตนมั่นคง Vice President of Food and Beverage Services Group บริษัท กาแฟพันธุ์ไทย จำกัด เปิดเผยว่า “การจัดตั้งบริษัทย่อยใหม่ครั้งนี้เป็นกลยุทธ์สร้างความหลากหลายทางธุรกิจ เพิ่มสินค้าและบริการ ขยายโอกาสในการเติบโตของกลุ่มกาแฟพันธุ์ไทย ด้วยกลยุทธ์ Brand Extension จากชื่อเสียงของกาแฟพันธุ์ไทยมาสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ที่ครอบคลุมทั้งเครื่องดื่มและอาหาร ด้วยโมเดล "ครบจบในที่เดียว" มุ่งเป้าจับตลาด Street Food ที่มีศักยภาพสูง ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้คาดการณ์ว่ามูลค่าตลาดรวมธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่มในปี 2568 จะอยู่ที่ 646,000 ล้านบาท เติบโต 2.8% จากปี 2567 โดยเฉพาะตลาดร้านอาหาร Street Food ที่มีหน้าร้าน คาดว่าจะเติบโต 4.7% จากปี 2567 หรือมีมูลค่า 261,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นเซกเมนต์ที่มีมูลค่ามากที่สุดในตลาดร้านอาหารโดยรวมประมาณ 562,000 ล้านบาท นอกจากนี้พฤติกรรมผู้บริโภคในปัจจุบันให้ความสำคัญกับคุณภาพของสินค้า ความใส่ใจด้านสุขภาพ ความแปลกใหม่ ประสบการณ์ที่ได้รับ และราคาที่สมเหตุสมผล พันธุ์ไทยจึงมองเห็นโอกาสและศักยภาพในการเติบโตในอนาคต”   "ก๋วยเตี๋ยวเรือเป็นอาหารจานเดียวที่อยู่ในชีวิตประจำวันของคนไทยมายาวนาน เป็นเมนูที่ได้รับความนิยม เข้าถึงง่าย สามารถทานได้ทุกวัน ประกอบกับพันธุ์ไทยมีฝ่าย Research & Development ที่แข็งแรง สามารถคิดค้นและพัฒนานวัตกรรมเมนูใหม่ๆ ที่มีรสชาติแตกต่างและเป็นเอกลักษณ์ นอกจากนี้หัวใจสำคัญคือการพิถีพิถันคัดสรรวัตถุดิบคุณภาพเยี่ยม หมู-เนื้อหมักนุ่มฉ่ำ เครื่องปรุงสูตรเด็ด พริกคั่วสูตรเฉพาะ กากหมูเจียวใหม่ทุกวัน และ Signature ที่มีที่นี่ที่เดียวคือ เอ็นหมูหาดใหญ่คัดพิเศษ ส่งตรงจากสงขลา เพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัส Creative Thai Taste ของดีของเด็ดที่หาทานได้ยาก เพราะเราอยากส่งต่อรสชาติท้องถิ่นทั่วไทย ให้ลูกค้าได้รับประทานกันเหมือนคนในครอบครัว” คุณอนันต์ กล่าวเสริม     "ก๋วยเตี๋ยวเรือพันธุ์ไทย" สาขาแรกตั้งอยู่ที่รังสิตคลอง 3 เปิดให้บริการเมื่อต้นปี 2568 ที่ผ่านมา เพื่อทดลองโมเดลร้านอาหารแบบผสมผสานที่มีทั้งเครื่องดื่ม เบเกอรี และก๋วยเตี๋ยวเรือในร้านเดียว สร้างประสบการณ์บริโภคที่ครบวงจรและเพิ่มความสะดวกให้ลูกค้า โดยการเลือกทำเลรังสิตคลอง 3 เป็นพื้นที่ที่มีร้านก๋วยเตี๋ยวเรือจำนวนมาก และเป็นที่รู้จัก โดยสาขาแรกมีผลการดำเนินงานที่น่าพอใจ พันธุ์ไทยจึงต้องการขยายสาขาให้ลูกค้าเข้าถึงร้านได้ง่ายขึ้น   ปัจจุบัน ก๋วยเตี๋ยวเรือพันธุ์ไทย เปิดให้บริการ 2 สาขาคือ สาขารังสิตคลอง 3 และสาขาคลองหลวง 8 จ.ปทุมธานี โดยจะเปิดให้บริการสาขาคลองหลวง 3 ในปลายปีนี้ จากผลตอบรับที่ดี บริษัทมีแผนขยายสาขาเชิงรุก ในปี 2569 ตั้งเป้าเปิดทั้งหมด 50 สาขา ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล แบ่งเป็นสาขาในและนอกปั๊มอย่างละ 50% โดยสาขานอกปั๊มจะเน้นแหล่งชุมชนเมือง ออฟฟิศ และ CBD ด้วย Business Model การเชื่อมต่อไปกับร้านกาแฟพันธุ์ไทย เพื่อต่อยอด Brand Extension เสริมแบรนด์กันและกัน นอกจากนี้ยังเพิ่มความคุ้มค่าด้วยการเชื่อมสิทธิพิเศษระหว่างร้านกาแฟพันธุ์ไทยและก๋วยเตี๋ยวเรือพันธุ์ไทย ด้วย Co-promotion ผ่านบัตรสมาชิก Max Card เพื่อสร้าง Brand Royalty ขยายฐานลูกค้าใหม่ และกระตุ้นยอดขายทั้ง 2 แบรนด์ไปพร้อมกัน   ก๋วยเตี๋ยวเรือพันธุ์ไทยมีจุดเด่นที่น้ำซุปเล้งเข้มข้นจากสมุนไพรที่เป็นสูตรเฉพาะของพันธุ์ไทย ผ่านการเคี่ยวเป็นเวลานาน หอมหวานกลมกล่อมไม่เหมือนใคร พิถีพิถันคัดสรรวัตถุดิบชั้นดี พร้อมหมูและเนื้อหมักนุ่มฉ่ำเต็มคำ อร่อยกับหมูตุ๋นละมุนลิ้น และเนื้อน่องลายตุ๋นสูตรพิเศษ พร้อมเครื่องปรุงพิเศษอย่างพริกคั่วสูตรเฉพาะจากทางร้าน กากหมูเจียวกรอบใหม่ทุกวัน สามารถเลือก D.I.Y. ได้ ทั้งเส้น น้ำซุป ท้อปปิ้ง และพลาดไม่ได้กับ ก๋วยเตี๋ยวเอ็นหมูหาดใหญ่น้ำใส วัตถุดิบท้องถิ่นขึ้นชื่อใน จ.สงขลา ที่พันธุ์ไทยคัดสรรมาให้ทุกคนได้ลอง นอกจากนี้ยังมีเมนูหลากหลาย ทั้งของทอด ของทานเล่น และขนมหวานแบบไทย   *พิเศษ! โปรโมชั่นฉลองเปิดร้านใหม่ สาขาคลองหลวง 8 ตลอดเดือนธันวาคม 2568 สำหรับสมาชิก Max Card Plus / EV รับสิทธิ์ซื้อก๋วยเตี๋ยวเรือแบบ A la cart 1 แถม 1 (ยกเว้นเมนูและเส้นพิเศษ) 1 สิทธิ์ต่อ 1 ใบเสร็จ สำหรับสมาชิก Max Card ทุกประเภท รับสิทธิ์ซื้อเซตสุดคุ้ม ก๋วยเตี๋ยวเรือ แคบหมู น้ำสมุนไพร ราคาพิเศษ เซตหมู 99 บาท (จากปกติ 149 บาท) และ เซตเนื้อ 109 บาท (จากปกติ 159 บาท) สำหรับลูกค้าทั่วไป รีวิว Google Map รับคูปองเครื่องดื่มเย็นฟรี 1 แก้วที่ร้านกาแฟพันธุ์ไทย สาขาคลองหลวง 8 (สิทธิ์มีจำนวนจำกัด)   *เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด     ลิ้มรสความอร่อยระดับตำนาน สัมผัสประสบการณ์ความอร่อย อิ่ม คุ้มของก๋วยเตี๋ยวเรือพันธุ์ไทยได้ทุกสาขา และบริการเดลิเวอรีจัดส่งความอร่อยถึงบ้าน เพิ่มเติมคลิก www.facebook.com/punthaicoffee หรือ www.punthaicoffee.com   #ก๋วยเตี๋ยวเรือพันธุ์ไทย #พันธุ์ไทย #PunthaiCoffee #พันธุ์ไทยอะไรก็เป็นไปได้ #CreativeThaiTaste
อ่านต่อ
เลขงามยามดีวันเกิดครบรอบ 13 ปีของกาแฟพันธุ์ไทยทั้งทีเรามีโชคมามอบ
เลขงามยามดีวันเกิดครบรอบ 13 ปีของกาแฟพันธุ์ไทยทั้งทีเรามีโชคมามอบ . เพียงมองหาเลข 13 รอบตัว อาจจจะเป็นตัวเลขเบอร์โต๊ะในร้าน วันที่บนปฏิทิน เวลาในนาฬิกา หลังเสื้อพี่วินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ทะเบียนรถแท็กซี่ที่ขึ้น หรืออะไรก็ได้ที่พบเจอในชีวิตประจำวัน แล้วถ่ายภาพคู่กับเครื่องดื่มเมนูใดก็ได้ของกาแฟพันธุ์ไทย พร้อมบอกเราหน่อยว่า 13 ปีที่ผ่านมาชอบอะไรใน ‘กาแฟพันธุ์ไทย’ . ภาพถ่ายของใครสร้างสรรค์และคำบรรยายน่าประทับใจ ลุ้นรับ Box Set ของที่ระลึกสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ที่ผลิตจำนวนจำกัดและไม่มีวางขายที่ไหน จำนวน 13 รางวัล มูลค่ารางวัลละ 1,313 บาท . วิธีร่วมสนุก 1. ถ่ายรูปเครื่องดื่มของ กาแฟพันธุ์ไทย เมนูใดก็ได้ คู่กับเลข 13 ที่คุณเจอรอบตัว 2. โพสต์ลงคอมเมนต์ใต้โพสต์นี้ พร้อมบอกเราว่า 13 ปีที่ผ่านมาชอบอะไรในความเป็น ‘กาแฟพันธุ์ไทย’ 3. ติดแฮชแท็ก #LuckyNumberChallenge และ #13thAnniversaryLuckyNumber เริ่มมองหาเลข 13 แล้วร่วมสนุกได้แล้วตั้งแต่วันที่ 19 ก.ย. 68 - 30 ก.ย. 68 . ขอให้ทุกคนโชคดีพบ Lucky Number รอบตัว . เงื่อนไขการเล่นกิจกรรม *ร่วมสนุกได้ตั้งแต่วันที่ 19 ก.ย. 68 - 30 ก.ย. 68 *ประกาศผลวันที่ วันที่ 6 ต.ค. 68 เวลา 18.00 น. ทางหน้าเพจเฟซบุ๊ก Punthai Customer Official โดยผู้ได้รับรางวัลจะต้องยืนยันสิทธิ์มาทางอินบ๊อกซ์ภายในวันที่ 10 ต.ค. 68 หากไม่มีการยืนยันสิทธิ์ ภายในวันที่กำหนด ถือว่าเป็นการสละสิทธิ์โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า และจะยกสิทธิ์ให้กับผู้มีสิทธิ์ท่านอื่น *ผู้จัดกิจกรรมและตัวแทนจะมีการจัดเก็บ รวบรวม ใช้ หรือเปิดเผย ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้เข้าร่วมกิจกรรมเพื่อวัตถุประสงค์ในการตัดสินรางวัล ยืนยันตัวตนและจัดส่งของรางวัลหากท่านเป็นผู้ชนะ *ผู้ร่วมกิจกรรมไม่สามารถเรียกร้องค่าตอบแทน, ค่าเสียหาย หรือสิ่งใดๆ จาก บริษัท กาแฟพันธุ์ไทย จำกัด ไม่ว่าทางแพ่ง หรือทางอาญา *พนักงานของ บริษัท กาแฟพันธุ์ไทย จำกัด และในเครือ บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) รวมทั้งเอเจนซี่ตัวแทนของบริษัท กาแฟพันธุ์ไทย จำกัด ที่มีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมหรือผลิตสื่อการตลาดไม่มีสิทธิเข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ *คำตัดสินของคณะกรรมการถือเป็นที่สิ้นสุดและขอสงวนสิทธิ์ในการตัดสิทธิ์ผู้ร่วมกิจกรรมที่ทำตามกติกาไม่ถูกต้อง โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า *ของรางวัลไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเป็นเงินหรือโอนสิทธิ์ให้ผู้อื่นได้ *เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด โดยบริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลง แก้ไข เพิ่มเติมเงื่อนไขในกติกาต่างๆ โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า . #13thAnniversaryLuckyNumber #19กันยานี้13ปีแล้วนะ #พันธุ์ไทยโชคดีที่ได้ร่วมทางกับคนไทย #LuckyNumberChallenge
อ่านต่อ
พันธุ์ไทยชวนส่งต่อกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่และบุคลากรทางการแพทย์
ในขณะที่เราหลับ ยังมีอีกหลายชีวิตที่ทำงานเพื่อเราทุกคนพันธุ์ไทยจึงอยากร่วมเป็นแรงเล็กๆ ที่ส่งต่อกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่และบุคลากรทางการแพทย์ที่ปฏิบัติภารกิจสำคัญในเวลากลางคืนทุกคนสามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งได้กับ พันธุ์ไทยดีดศาสตร์ : ส่งต่อพลังใจให้คนไทยไม่มีท้อที่จะเปลี่ยนทุกแก้วให้เป็นกำลังใจของคนที่ต้องการพลังงาน ไปทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ในทุกค่ำคืนรายได้ส่วนหนึ่ง จากการจําหน่ายเครื่องดื่มดีดศาสตร์ทั้ง 4 เมนู ในช่วงเวลา 18.00 - 06.00 น. ตั้งแต่วันที่ 1 - 31 กรกฎาคม 2568 ที่สาขาคลองหลวง 4 ที่เปิดให้บริการ 24 ชั่วโมง จะนําไปมอบให้แก่มูลนิธิฯ เพื่อเป็นกําลังใจและสนับสนุนการทํางานของเจ้าหน้าที่บุคลากรทางการแพทย์ ที่ต้องใช้พลังงานในการดูแลผู้ป่วยและปฏิบัติงานเพื่อสังคมในยามค่ำคืนมอบให้กับ 3 มูลนิธิฯ ได้แก่1. มูลนิธิรามาธิบดีฯ โครงการอาคารโรงพยาบาลรามาธิบดีและย่านนวัตกรรมโยธี2. มูลนิธิร่วมกตัญญู3. ศิริราชมูลนิธิเพื่อเป็นกำลังใจและเติมเต็มพลังงานให้เขาทำสิ่งดีๆ ต่อไปร่วมสนับสนุนและส่งต่อพลังใจได้ที่ร้านพันธุ์ไทย สาขาคลองหลวง 4 ตลอดเดือน กรกฎาคม 2568 นี้ ร้านกาแฟพันธุ์ไทย สาขาคลองหลวง 4 https://maps.app.goo.gl/bWmLfpvLqZMnKRcX6#ดีดศาสตร์ #EnergologyDrinks #กระทิงแดง #พันธุ์ไทย #PunthaiCoffee #พันธุ์ไทยอะไรก็เป็นไปได้
อ่านต่อ
เซฟวันแตก โคราชดีด กรี๊ดขั้นสุด!! กับมินิคอนเสิร์ตจาก “LazyLoxy & SAMBLACK”
เซฟวันแตก โคราชดีด กรี๊ดขั้นสุด!! ผ่านไปแล้วกับมินิคอนเสิร์ตจาก “LazyLoxy & SAMBLACK” ฮิปฮอปตัวพ่อที่หอบความหล่อเสียงดี มาเสิร์ฟความสดชื่นให้ชาวโคราชในงาน ‘ดีดศาสตร์’ ที่พันธุ์ไทยและกระทิงแดง คอลแลปกันปลุกปั้นอีเนอร์ดริงค์อร่อยๆทั้ง 4 เมนู มาให้ชาวโคราชได้สัมผัสประสบการณ์ความสนุก พร้อมกับเครื่องเล่นสุดมันส์ มาลุ้นกันว่าชาวโคราชจะล้มแชมป์คนชลบุรีได้ไหม กับการแข่งขันเฟ้นหาสุดยอดคนพันธุ์ดีดที่อยู่บนกระทิงได้นานที่สุดในประเทศไทย!! รับรางวัลใหญ่ดื่มพันธุ์ไทยฟรี 1 ปี!!* มูลค่า 36,500 บาท และรางวัลปลอบใจสำหรับ 5 ท่านที่ทำเวลาดีลำดับถัดไป จะได้รับบัตร Max Card Plus คนละ 1 ใบ มูลค่า 599 บาท ไปแบบฟรีๆ รอติดตามที่หน้าเพจนี้กันได้เลยย *เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด #พันธุ์ไทย #PunthaiCoffee #พันธุ์ไทยอะไรก็เป็นไปได้ #ดีดศาสตร์ #EnergologyDrinks #กระทิงแดง #เป้าหมายถึงไวพลังใจไม่มีท้อ
อ่านต่อ
ลุ้นรับเสื้อยืดสุดดีดจากพันธุ์ไทย
มีใครทดสอบระบบความดีดของเครื่องดื่มสายพันธุ์ใหม่จากพันธุ์ไทยแล้วบ้างงง? เจอข้อความดีดๆ แบบไหนกันบ้าง มาแชร์กันหน่อยย! ถ่ายรูปข้อความบน Cup Sleeve ที่ได้ แล้วแชร์ใต้โพสต์นี้ ก็ลุ้นรับเสื้อยืดสุดดีดจากพันธุ์ไทยไปเลย!   กติกา 1. ถ่ายรูปเครื่องดื่มดีดศาสตร์ แชร์ข้อความที่ใต้โพสต์ พร้อมเขียนอธิบายว่าคุณอยากส่งข้อความนี้ หรือแก้วนี้ให้ใคร เพราะเหตุผลอะไร 2. กด Like เพจ PunThai Coffee และโพสต์นี้ พร้อม Share โพสต์นี้แบบสาธารณะ 3. คอมเมนต์ไหนถูกใจคณะกรรมการที่สุด รับไปเลย เสื้อยืดดีดศาสตร์มูลค่า 299 บาท จำนวน 50 รางวัล จากพันธุ์ไทย 4. สำหรับผู้โชคดีที่จะได้รับรางวัล ต้องยืนยันตัวตนกับแอดมินผ่าน inbox เพื่อทำการตรวจสอบว่าได้ทำถูกกติกาทุกข้อจริง ที่ร้านพันธุ์ไทยทุกสาขา ร่วมสนุกได้ตั้งแต่วันที่ 16 มิ.ย. 2568 - 30 มิ.ย. 2568 อย่าลืมมาร่วมสนุกกันเยอะๆ นะคร้าบบ พี่ไทรอแจกอยู่~   เงื่อนไขการเล่นกิจกรรม *ร่วมสนุกได้ตั้งแต่วันที่ 16 มิ.ย. 2568 - 30 มิ.ย. 2568 *ประกาศผลวันที่ 4 ก.ค. 2568 เวลา 18.00 น. ทางหน้าเพจเฟซบุ๊ก PunThai Coffee โดยผู้ได้รับรางวัลจะต้องยืนยันสิทธิ์มาทางอินบ๊อกซ์ภายในวันที่ 9 ก.ค. 2568 หากไม่มีการยืนยันสิทธิ์ ภายในวันที่กำหนด ถือว่าเป็นการสละสิทธิ์โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า และจะยกสิทธิ์ให้กับผู้มีสิทธิ์ท่านอื่น *ผู้จัดกิจกรรมและตัวแทนจะมีการจัดเก็บ รวบรวม ใช้ หรือเปิดเผย ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้เข้าร่วมกิจกรรมเพื่อวัตถุประสงค์ในการตัดสินรางวัล ยืนยันตัวตนและจัดส่งของรางวัลหากท่านเป็นผู้ชนะ *ผู้ร่วมกิจกรรมไม่สามารถเรียกร้องค่าตอบแทน, ค่าเสียหาย หรือสิ่งใดๆ จาก บริษัท กาแฟพันธุ์ไทย จำกัด ไม่ว่าทางแพ่ง หรือทางอาญา *พนักงานของ บริษัท กาแฟพันธุ์ไทย จำกัด และในเครือ บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) รวมทั้งเอเจนซี่ตัวแทนของบริษัท กาแฟพันธุ์ไทย จำกัด ที่มีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมหรือผลิตสื่อการตลาดไม่มีสิทธิเข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ *คำตัดสินของคณะกรรมการถือเป็นที่สิ้นสุดและขอสงวนสิทธิ์ในการตัดสิทธิ์ผู้ร่วมกิจกรรมที่ทำตามกติกาไม่ถูกต้อง โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า *ของรางวัลไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเป็นเงินหรือโอนสิทธิ์ให้ผู้อื่นได้ *เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด โดยบริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลง แก้ไข เพิ่มเติมเงื่อนไขในกติกาต่างๆ โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า #พันธุ์ไทย #PunthaiCoffee #พันธุ์ไทยอะไรก็เป็นไปได้ #ดีดศาสตร์ #EnergologyDrinks #กระทิงแดง #เป้าหมายถึงไวพลังใจไม่มีท้อ
อ่านต่อ
ม่วนจอย ดีดกันสุดๆ ไปเลยชาวชลบุรี!! กับ ‘ตั๊กแตน ชลดา’ ยกขบวนความดีดไปเสิร์ฟกันถึงที่ ตลาดนินจา จ.ชลบุรี
ม่วนจอย ดีดกันสุดๆ ไปเลยชาวชลบุรี!! ภาพบรรยากาศความสนุกที่พี่ไทยกขบวนความดีดไปเสิร์ฟกันถึงที่ ตลาดนินจา จ.ชลบุรี นอกจากจะได้เติมความอร่อย สดชื่น ปลุกเอเนอร์จีกันกับ ‘ดีดศาสตร์’ ทั้ง 4 เมนูแล้ว ยังได้ม่วนจอยกับมินิคอนเสิร์ตจาก ‘ตั๊กแตน ชลดา’ ศิลปินตัวแม่พลังเหลือล้นมาระเบิดความมันส์กันแบบติดขอบเวทีอีกด้วย และไฮไลท์ของงาน ถ้าไม่ได้เล่น เหมือนมาไม่ถึงกับ Rodeo Bull Simulator เฟ้นหาสุดยอดคนพันธุ์ดีด ที่อยู่บนกระทิงได้นานที่สุดในประเทศไทย!! รับรางวัลใหญ่ดื่มพันธุ์ไทยฟรี 1 ปี!! มูลค่า 36,500 บาท และรางวัลปลอบใจสำหรับ 5 ท่านที่ทำเวลาดีลำดับถัดไป จะได้รับบัตร Max Card Plus คนละ 1 ใบ มูลค่า 599 บาท ไปแบบฟรีๆ กันไปเลยย ความดีดยังไม่หมด แล้วพบกัน วันเสาร์ที่ 21 มิ.ย. 68 นี้ ที่ตลาดเซฟวัน โคราช ตั้งแต่เวลา 16.00 น. - 22.00 น. พบกับศิลปินฮิปฮอปสุดหล่อ ตัวพ่อพลังดีดขั้นสุด จะเป็นใครรอติดตามม ชาวโคราชห้ามพลาดด!! *เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด #พันธุ์ไทย #PunthaiCoffee #พันธุ์ไทยอะไรก็เป็นไปได้ #ดีดศาสตร์ #EnergologyDrinks #กระทิงแดง #เป้าหมายถึงไวพลังใจไม่มีท้อ
อ่านต่อ
โอกาสมาถึงแล้ว! ใครเร็วกว่า ได้สิทธิ์ก่อน!
 โอกาสมาถึงแล้ว! ใครเร็วกว่า ได้สิทธิ์ก่อน! 🚨🌟 คว้าสิทธิ์เจ้าของร้านกาแฟพันธุ์ไทย แฟรนไชส์ยอดเยี่ยมแห่งปี 2025 จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์🏆 Franchise of The Year 2025 และ Best Beverage Franchise 2025 🔥 เปิดรับแฟรนไชส์ทั่วประเทศ เปิดรับทุกทำเล  📍 ประเมินทำเลฟรี! 🏬 โมเดลหลากหลาย 📏 พื้นที่เริ่มต้นเพียง 20 ตร.ม. ⚡ เฉพาะทำเลปิด = ได้สิทธิ์ก่อน (FAST TRACK) เช่น 🏥 โรงพยาบาล • 🏢 อาคารสำนักงาน • 🎓 มหาวิทยาลัย • 🏬 Community Mall ฯลฯ👉 มาก่อน พิจารณาก่อน อนุมัติไว เปิดได้เร็ว! 👉 ทุกทำเล ถ้านำเสนอผ่าน = ได้สิทธิ์เปิดทันที 👨‍💼 มีที่ปรึกษาดูแลใกล้ชิด ตลอดอายุสัญญา🎁 ฐานข้อมูล Max Card กว่า 25 ล้านสมาชิก🚀 การตลาดต่อเนื่อง Creative Thai Taste☕ เริ่มต้นเพียง 1.95 ล้านบาท ⏳ จำนวนจำกัดในแต่ละพื้นที่ ❗ ทำเลดี = ได้ก่อน | ทักก่อน = เปิดก่อน📞 สนใจสมัคร / จองสิทธิ์ทันทีLine OA: PUNTHAI_FRANCHISELine ID: @punthaifcลิงก์: https://lin.ee/wJhBmqH #พันธุ์ไทย #PunthaiCoffee #พันธุ์ไทยอะไรก็เป็นไปได้ #CreativeThaiTaste #แฟรนไชส์ #Franchise
อ่านต่อ
อยากเป็นแฟรน(ไชส์)กับเรา ต้องทำยังไง? ดูได้ตามนี้เลย!
อยากเป็นแฟรน(ไชส์)กับเรา ต้องทำยังไง? 🤔 ดูได้ตามนี้เลย!👇.1) 📩 ส่งใบสมัครและผ่านการคัดเลือกจากคณะกรรมการ ระยะเวลาการในการดำเนินการ 30 วัน2. ✍️ เซ็นใบจองและชำระค่าจองสิทธิ์ ชำระภายใน 7 วันหลังจากได้รับสิทธิ์3. 👷🏻ออกแบบและก่อสร้างร้านออกแบบ: ใช้เวลาในการออกแบบประมาณ 14-30 วัน ก่อสร้างร้านใช้เวลาประมาณ 30-45 วัน4. ☕️ อบรมหลักสูตรกาแฟพันธุ์ไทย: หลักสูตรทฤษฏีใช้เวลา 5 วัน, หลักสูตรปฏิบัติใช้เวลา 12 วันเมื่อพร้อมแล้วก็เปิดร้านได้เลย! ✨.#เป็นแฟรนพันธุ์ไทยง่ายกว่าที่คิด! ✨📈 ขายง่าย! มีฐานลูกค้ากว่า 23 ล้านคน ติดอันดับแบรนด์เติบโตต่อเนื่อง พร้อมระบบสมาชิกที่ดึงดูดลูกค้าได้มากกว่า🏡 เริ่มง่าย! มีหลากหลายขนาดร้านให้เลือก ไซส์เล็กสุดแค่ 15 ตร.ม. ก็เปิดได้!🤝 คุยง่าย! ระยะเวลาสัญญาไม่นานเกินไป ยืดหยุ่น ไม่จุกจิก พร้อมรับฟังคุณ! 🧑🏻‍💻 เข้าใจง่าย! พร้อมซัปพอร์ตด้วยเทรนนิ่ง และทีมงานผู้เชี่ยวชาญให้คำแนะนำ📌สนใจเป็นแฟรนพันธุ์ไทย คลิก!! 👉 bit.ly/3XTIgrfหรือ Add Line @punthaifc เลย#เป็นแฟรนพันธุ์ไทยง่ายกว่าที่คิด #แฟรนไชส์พันธุ์ไทย #พันธุ์ไทย #แฟรนไชส์ #PunthaiCoffee
อ่านต่อ
เคยสงสัยมั้ย..ซื้อแฟรนไชส์ มีค่าใช้จ่ายค่าอะไรบ้าง?
เคยสงสัยมั้ย..ซื้อแฟรนไชส์ มีค่าใช้จ่ายค่าอะไรบ้าง? วันนี้พี่ไทนำ 3 ค่าใช้จ่ายสำคัญหลักๆ ที่ควรรู้จักมาแนะนำกันก่อน ไปดูกันเลย! #เป็นแฟรนพันธุ์ไทยง่ายกว่าที่คิด! . เริ่มง่าย! มีหลากหลายขนาดร้านให้เลือก ไซส์เล็กสุดแค่ 15 ตร.ม. ก็เปิดได้! ขายง่าย! มีฐานลูกค้ากว่า 23 ล้านคน ติดอันดับแบรนด์เติบโตต่อเนื่อง คุยง่าย! ระยะเวลาสัญญาไม่นานเกินไป ยืดหยุ่น ไม่จุกจิก พร้อมรับฟังคุณ! เข้าใจง่าย! พร้อมซัปพอร์ตด้วยเทรนนิ่งและทีมงานผู้เชี่ยวชาญให้คำแนะนำ . สนใจเป็นแฟรนพันธุ์ไทย คลิก!! bit.ly/3XTIgrf หรือ Add Line @punthaifc เลย . #เป็นแฟรนพันธุ์ไทยง่ายกว่าที่คิด #เป็นแฟรนพันธุ์ไทยง่ายกว่าที่คิด #แฟรนไชส์พันธุ์ไทย #พันธุ์ไทย #แฟรนไชส์ #PunthaiCoffee
อ่านต่อ
พันธุ์ไทยเผยเทคนิค บริหารแฟรนไชส์อย่างไร ให้ได้ใจผู้บริโภค
พันธุ์ไทยเผยเทคนิค บริหารแฟรนไชส์อย่างไร ให้ได้ใจผู้บริโภค วันศุกร์หลังเลิกงาน ขอชวนทุกคนมาร่วมเติมความรู้ดีๆ กันที่งาน TFBO 2024 พบกับ คุณอนันต์ รัตนมั่นคง Vice President Food & Beverage Services Group บริษัท กาแฟพันธุ์ไทย จำกัด ที่จะมาเผยเคล็ดลับที่ทำให้กาแฟพันธุ์ไทยเติบโต และเป็นแบรนด์กาแฟไทยที่ทุกคนชื่นชอบ วันศุกร์ที่ 12 ก.ค. 67 เวลา 17.00 – 17.45 น.   แวะเติมความสดชื่นกับเครื่องดื่มจากพันธุ์ไทย พร้อมพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญด้านแฟรนไชส์ที่จะมาให้คำแนะนำสำหรับผู้ที่สนใจร่วมเป็นครอบครัวเดียวกันกับพันธุ์ไทย ตั้งแต่วันที่ 11 - 14 กรกฎาคม 2567 เวลา 10.00 - 19.00 น. ที่ฮอลล์ EH 104 บูธ Y2 ไบเทค บางนา สนใจแฟรนไชส์พันธุ์ไทย โทร. 1614 หรือ Add Line @punthaifc bit.ly/3M14MM1
อ่านต่อ